เหล็กเกรด SS400 SM400 SM490 SM520 และ ASTM ต่างกันอย่างไร? ควรเลือกแบบไหน?

บทความนี้จะพามาทำความรู้จักเหล็กโครงสร้างมาตรฐาน TIS และ JIS และที่มาของ SS SM ASTM ไปจนถึงข้อแตกต่างที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกเกรดเหล็ก

เหล็กโครงสร้างมาตรฐาน JIS คืออะไร? JIS G3101 และ JIS G3106 ย่อมาจากอะไร?
JIS – Japanese Industrial Standards ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น
G – กลุ่มผลิตภัณฑ์ Ferrous Materials and Metallurgy หรือโลหะประเภทเหล็กและโลหวิทยา
3 – หมวดเหล็กกล้าคาร์บอน
1 – เหล็กกล้าประสมนิเกิล และโครเมียม (หมวดแยกย่อยเชิงวิศวกรรมโครงสร้าง)
01 – เหล็กโครงสร้างทั่วไป (General Structure) และ 06 – เหล็กโครงสร้างงานเชื่อม (Welded Structure)

• JIS G3101 (เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน – Rolled Steels for General Structure) คือมาตรฐานสำหรับเหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อนที่นิยมใช้ในงานโครงสร้างทั่วไป เช่น งานสร้างอาคาร, สะพาน และชิ้นส่วนเครื่องจักร ส่วนใหญ่คือเหล็กเกรด  SS400

• JIS G3106 (เหล็กโครงสร้างสำหรับงานเชื่อม – Rolled Steels for Welded Structure) คือมาตรฐานสำหรับเหล็กกล้าคาร์บอนและเหล็กอัลลอยด์ต่ำที่ออกแบบมาเพื่องานโครงสร้างที่ต้องผ่านกระบวนการเชื่อมเป็นหลัก มีการควบคุมปริมาณส่วนผสมของคาร์บอนและธาตุอื่นๆ อย่างเข้มงวด เพื่อให้โครงสร้างเหล็กสามารถเชื่อมได้ง่ายขึ้น ป้องกันการเกิดปัญหาการแตกร้าวจากการเชื่อม (Weld Cracking) และเพิ่มความเหนียว มักพบเห็นในเกรดเหล็ก SM400, SM490 และ SM520

เหล็กโครงสร้างในไทยส่วนใหญ่อ้างอิงมาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japanese Industrial Standard หรือ JIS) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ตระกูลหลัก
• SS – Steel Structure เหล็กโครงสร้างทั่วไป ตาม JIS G3101 ไม่ได้ควบคุมคาร์บอนเข้มงวด
• SM – Steel for Welded structure (เช่น SM400, SM490) เหล็กสำหรับงานเชื่อมประกอบ ตาม JIS G3106 ควบคุมส่วนผสมทางเคมีเข้มกว่า ทำให้เชื่อมติดดีและทน เหมาะกับงานโครงสร้างที่รับแรงกระแทก

ส่วนตัวเลขต่อท้าย (400, 490) คือค่าความต้านทานแรงดึง (Tensile Strength) หน่วยเป็น Mega Pascal (MPa) หรือ N/mm² โดยทั้งสองหน่วยมีค่าเท่ากันและใช้บอกค่าความแข็งแรงและความทนทานของเนื้อเหล็กเช่น SS400 คือเหล็กที่สามารถทนแรงดึงได้ไม่น้อยกว่า 400 MPa ก่อนจะขาดออกจากกัน

ส่วนตัวอักษร A/B/C ที่ตามมาบอกระดับชั้นคุณภาพ (Quality Grade) เช่น การทนต่อแรงกระแทกที่อุณหภูมิต่ำ (Notch Toughness หรือ Impact Test) โดยเรียงจาก A ไป C (เกรด C คือทนแรงได้ในที่เย็นจัดได้ดีที่สุด และมีการควบคุมส่วนผสมทางเคมีอย่างเข้มงวด) ยิ่งอักษรขยับไปไกล (จาก A ไป C) เหล็กจะยิ่งเหนียวและปลอดภัยสูงขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะติดลบ ในประเทศไทย มาตรฐาน มอก. ที่เกี่ยวข้องคือ มอก. 1227 (เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน) หรือ มอก. 1479-2558 (เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป – JIS G3101) และ มอก. 1499-2563 (เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนสำหรับงานโครงสร้างเชื่อมประกอบ – JIS G3106)

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้นำเกรดเหล่านี้มาบรรจุไว้ในข้อกำหนด “มาตรฐานบังคับ”เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (JIS) โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้ 

• สำหรับเหล็กโครงสร้างงานเชื่อมในไทย (เทียบเท่า JIS G3106) ถูกควบคุมภายใต้มาตรฐานไทยคือ มอก. 1499 (เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างเชื่อมประกอบ) ซึ่งในฉบับปรับปรุงใหม่ (เช่น มอก. 1499-2563) ได้ระบุชั้นคุณภาพไว้อย่างชัดเจน
– กลุ่ม SM400 : SM400A, SM400B, SM400C
– กลุ่ม SM490 : SM490A, SM490B, SM490C, SM490YA, SM490YB
– กลุ่ม SM520 : SM520B, SM520C
*หมายเหตุ : สำหรับเหล็กรูปพรรณ เช่น เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange) หรือเหล็กเอชบีม (H-Beam) ตาม มอก. 1227 โรงงานผู้ผลิตขนาดใหญ่ในไทยอย่างเหล็กสยามยามาโตะ(SYS) ก็นิยมผลิตและจำหน่ายเกรด SM400, SM490 หรือ SM520 ควบคู่ไปด้วยกัน

ตัวอย่างเกรดเหล็กอื่นที่มี A, B, C ในไทย นอกจากเหล็กแผ่นและเหล็กโครงสร้างรีดร้อนแล้ว ในประเทศไทยยังมีการใช้เหล็กมาตรฐานอเมริกัน (ASTM) ที่มีตัวอักษรต่อท้ายอย่างแพร่หลายในโรงงานอุตสาหกรรมและงานระบบ

ASTM
ย่อมาจาก American Society for Testing and Materials (ASTM International) ในวงการท่อเหล็กอุตสาหกรรม มาตรฐาน ASTM จะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร A (Ferrous Metals หมายถึงโลหะกลุ่มเหล็ก) ตามด้วยตัวเลขรหัสมาตรฐาน เช่น A106 หรือ A53 และแบ่งย่อยความแข็งแรงด้วย เกรด (Grade) A, B, C โดยมีรายละเอียดการจำแนกคือ

• Grade A (คาร์บอนต่ำสุด ~0.25%): มีความแข็งแรงต่ำสุด แต่นิยมนำมาดัดโค้ง ม้วนงอ (Bending/Coiling) เพราะเชื่อมติดง่ายที่สุด เหมาะกับงานโครงสร้างที่น้ำหนักเบาหรืองานระบบแรงดันต่ำ                                               

• Grade B (คาร์บอนปานกลาง ~0.30%): เป็นเกรดมาตรฐานที่นิยมใช้มากที่สุดในอุตสาหกรรม เพราะให้ความสมดุลที่ดีระหว่างความแข็งแรงและการนำไปตกแต่งโครงสร้างหรือเชื่อมงาน

• Grade C (คาร์บอนสูงสุด ~0.35%): มีความต้านทานแรงดึง (Tensile Strength)และขีดจำกัดความปลอดภัยขั้นสุด เหล็กจะมีความแข็ง ดัดโค้งยากขึ้น และต้องใช้ความระมัดระวังในการเชื่อมมากกว่าเกรดอื่นเพราะความร้อนอาจทำให้เหล็กบริเวณนั้นกระด้างได้

เช่น ท่อเหล็ก ASTM A106 Grade B ย่อมาจากอะไร?
– ASTM – มาตรฐานอเมริกา (สมาคมผู้กำหนดมาตรฐาน)
– A = หมวดโลหะกลุ่มเหล็ก (Ferrous Metals)
– 106 = หมายเลขรหัสเพื่อจำแนกประเภทและจุดประสงค์การใช้งานของท่อเหล็ก
– Grade B = ระดับความแข็งแรงปานกลาง (เกรดยอดนิยม)

สาเหตุหลักที่ท่อเหล็ก ASTM Grade A และ Grade C ไม่นิยมนำมาใช้ในงานระบบส่วนใหญ่ 

• Grade A มีปริมาณคาร์บอนต่ำที่สุด แม้ข้อดีคือจะดัดโค้งง่ายมาก แต่มันกลับ ไม่ตอบโจทย์ งานท่ออุตสาหกรรมส่วนใหญ่ เช่น ท่อส่งไอน้ำ (Steam), ท่อดับเพลิง หรือท่อน้ำมัน เพราะงานพวกนี้ต้องรองรับแรงดันสูงตลอดเวลา 

• Grade C แข็งเกินไป ทำให้ช่างทำงานยาก หน้างานพังง่าย เสี่ยงต่อการแตกร้าวจากการเชื่อม (Weld Cracking) ยิ่งคาร์บอนสูง เหล็กยิ่งแข็ง แต่ความแข็งนั้นมาพร้อมกับ ความเปราะ เวลาช่างเอาไปเชื่อมหน้างาน ความร้อนจากการเชื่อมจะทำให้โครงสร้างเหล็กบริเวณนั้นกระด้างมาก ถ้าช่างไม่มีเทคนิคพิเศษที่เก่งจริงๆ รอยเชื่อมจะแตกร้าวทันที ซึ่งอันตรายมากสำหรับท่อแรงดัน 

ดังนั้น การเลือกเกรดเหล็กให้ถูกตั้งแต่ต้นไม่ใช่แค่เรื่องของวิศวกรเท่านั้น แต่หากช่างควบคุมงาน ผู้รับเหมา หรือเจ้าของโครงการเข้าใจความแตกต่างของเกรดเหล็กแต่ละตัว จะช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้วัสดุผิดประเภท และประหยัดต้นทุนได้ในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น หากไม่แน่ใจว่าโครงการของคุณควรใช้เกรดไหน ทีมงาน Metalmate พร้อมให้คำแนะนำ สอบถามได้ทาง LINE @metalmate

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

SS400 คืออะไร?

SS400 คือเกรดเหล็กโครงสร้างที่นิยมที่สุดในไทย ตามมาตรฐาน JIS G3101 เป็นวัตถุดิบหลักของเหล็กรูปพรรณรีดร้อน เช่น เหล็ก H-Beam, I-Beam, เหล็กฉาก, เหล็กรางน้ำ, เหล็กแบน และเหล็กแผ่นดำ
ข้อจำกัดด้านการเชื่อม : เพราะไม่ได้คุมคาร์บอน/Carbon Equivalent (CE) คุณภาพรอยเชื่อมจึงไม่การันตี ถ้าต้องเชื่อมเยอะหรือเชื่อมชิ้นงานรับแรง ควรตรวจ Mill Certificate ดูส่วนผสมจริงก่อน
เหมาะกับงาน : โครงสร้างทั่วไป ฐานรองเสา (base plate) งานเหล็กดัด งานกลึง ชิ้นส่วนเครื่องจักร และงานที่ไม่ต้องรับแรงสูงเป็นพิเศษ

SM400 คืออะไร? ต่างจาก SS400 ยังไง?

SM400 เหล็กโครงสร้างงานเชื่อมที่ถูกควบคุมปริมาณของธาตุคาร์บอนและสารประกอบอื่นๆอย่างเข้มงวด จัดอยู่ใน JIS G3106 “Rolled steels for welded structure” (เหล็กสำหรับงานโครงสร้างเชื่อมประกอบ) ค่าความแข็งแรงใกล้เคียง SS400 มาก แต่เชื่อมได้ปลอดภัยและคาดเดาผลได้มากกว่า เหมาะกับงานเชื่อมและงานที่ต้องรับแรงกระแทกหรืองานโครงสร้างและงานเครื่องจักรกลหนัก

SM490 คืออะไร? ทำไมนิยมในงานใหญ่?

SM490 คือเหล็กตระกูล JIS G3106 ที่ “แข็งแรงกว่า” SM400 อย่างชัดเจน เป็นเหล็กโครงสร้างงานเชื่อมกำลังสูง เหมาะสำหรับงานเชื่อมที่ต้องการรับน้ำหนักหรือแรงเค้น (Stress) มากเป็นพิเศษ เช่น อาคารสูง สะพานขนาดใหญ่และงานทางหลวง อาคารสูง โครงสร้างโรงงานหนัก เครน หรือโครงสร้างที่ต้องการเหล็กบางลงแต่รับน้ำหนักได้เท่าเดิม

SM520 คืออะไร? ต่างจากเกรดอื่นๆอย่างไร?

SM520 คือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนชนิดกำลังสูง (High-Strength Structural Steel) ที่ทนแรงดึงได้สูงสุดถึง 520 MPa และมีความต้านทานต่อความล้า (Fatigue Resistance)และการสึกหรอ จึงเหมาะกับงานที่ต้องการการรับน้ำหนักมาก แต่ต้องการหน้าตัดเหล็กที่บางและเบากว่าเหล็กทั่วไป ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งจากน้ำหนักที่น้อยลง ค่าแรงในการติดตั้ง และพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นเมื่อเทียบกับโครงสร้างที่ใช้ SS400 เพราะขนาดเสาหรือคานเล็กลง

สรุปเลือกเหล็กเกรดไหนดี?

SS400 : งานโครงสร้างทั่วไปที่มีงบจำกัด งานเหล็กดัด หรืองานที่เน้นเชื่อมที่ไม่รับแรงสูง หาสินค้าง่าย ราคาถูก ความแข็งแรงครอบคลุมเพียงพอสำหรับงานส่วนใหญ่
SM400 : งานเชื่อมเยอะ หรือช้ินงานที่ต้องการรับแรงมากกว่า ปลอดภัยกว่าแต่ราคาต่างจาก SS400 ไม่มาก
SM490 : งานรับน้ำหนักสูง งานสะพาน งานอาคารสูง หรือโรงงานที่ต้องการลดน้ำหนักโครงสร้าง
SM520 : โครงสร้างหนักเป็นพิเศษ เป็นเหล็กที่แข็งแรงกว่า SM490 มากเห็นในเหล็ก เอชบีม (H-Beam) และ ไวด์แฟรงค์ (Wide Flange)

ASTM A106 vs ASTM A53 ต่างกันอย่างไร?

ASTM A53 : คือ ท่อเหล็กเพื่องานระบบทั่วไป สามารถเป็นได้ทั้งท่อมีตะเข็บเชื่อม และท่อไร้ตะเข็บ รวมถึงท่อชุบสังกะสี (เช่น แป๊ปประปา) ด้วย มักใช้ในงานส่งน้ำ ท่อลม ท่อส่งแก๊สแรงดันต่ำ-ปานกลาง หรืองานโครงสร้างทั่วไป เช่น ป้ายโฆษณา เสา และรั้ว
ASTM A106 : คือ ท่อเหล็กเพื่องานทนความร้อนและแรงดันสูง ลักษณะเป็นท่อไร้ตะเข็บ (Seamless Pipe) เท่านั้น ห้ามเชื่อมเด็ดขาด ออกแบบมาเพื่อรับอุณหภูมิสูง (สูงสุดประมาณ 400°C หรือ 750°F) เช่น ท่อส่งไอน้ำ (Steam Line) ในโรงไฟฟ้า ท่อในโรงกลั่นน้ำมัน หรือหม้อต้มน้ำ (Boiler) เช่น ท่อสตีม ท่อหม้อต้มน้ำ, ท่อในโรงกลั่นน้ำมัน เพราะมีส่วนผสมของซิลิคอน (Silicon min 0.10%) ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานต่อความร้อนสะสมได้ดีกว่า

บทความล่าสุด

วิธีเลือกซื้อเหล็กให้เหมาะสมกับการใช้งาน
การเลือกซื้อเหล็กไม่ถูกต้องอาจส่งผลเสียในระยะยาว การเลือกซื้อเหล็กให้ถูกประเภทการใช้งานจึงไม่เพียงช่วยเรื่องความปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัยและคนทำงานเท่านั้น
มาตรฐานเหล็ก "มอก." มีอะไรบ้าง? รวมความหมายและประเภท
รวมมาตรฐาน มอก. เหล็กครบทุกประเภท ท่อดำ เหล็กกล่อง เหล็กตัวซี เหล็กแผ่น พร้อมความต่าง มอก.บังคับ–ทั่วไป วิธีเช็คเหล็ก มอก. แท้ และมาตรฐาน MiT ฉบับอ่านง่าย ใช้เลือกซื้อได้จริง
เหล็กรูปพรรณรีดร้อนและรีดเย็น ต่างกันอย่างไร? มีอะไรบ้าง?
ถ้าพูดถึงวัสดุก่อสร้างที่แบกรับน้ำหนักอาคาร โรงงาน คลังสินค้า หรือแม้แต่สะพาน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เหล็กรูปพรรณ หรือรู้จักในนาม "เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ"
เหล็กคืออะไร? รวมประเภทเหล็ก เกรด มอก. และการใช้งาน
เหล็กในภาษาไทยส่วนใหญ่ถูกใช้รวมกัน ทั้งที่แท้จริงแล้วเหล็กแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน หากเลือกใช้งานผิดชนิดหรือผิดเกรดอาจเกิดการสูญเสียได้
เหล็กเกรด SS400 SM400 SM490 SM520 และ ASTM ต่างกันอย่างไร? ควรเลือกแบบไหน?
บทความนี้จะพามาทำความรู้จักเหล็กโครงสร้างมาตรฐาน TIS และ JIS และที่มาของ SS SM ASTM ไปจนถึงข้อแตกต่างที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกเกรดเหล็ก
5 วิธีรับมือราคาเหล็กขึ้นเพราะน้ำมันแพง
จากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นกว่า 68% ในเวลาเพียง 6 สัปดาห์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนสมาชิก

สร้างบัญชีสำหรับเช็คราคาและสั่งซื้อเหล็ก

[tbs_otp_form]

เข้าสู่ระบบ