เหล็กชีทไพล์ (เสาเหล็กเข็มพืด)
เหล็กชีทไพล์ (Sheet Pile) หรือที่รู้จักในชื่อ เหล็กเข็มพืด คือเหล็กรูปพรรณรีดร้อนชนิดมีเขี้ยว (Interlock) อยู่ทั้งสองด้าน สามารถตอกสลับเพื่อเข้าเขี้ยวล็อคต่อกันเป็นกำแพงเหล็กในแนวดิ่ง เหมาะสำหรับงานกำแพงกันดินและป้องกันแรงดันจากดินและน้ำ

รายการสินค้า

เหล็กชีทไพล์ (เสาเหล็กเข็มพืด) SP-III 400×125 ยาว 6 ม.

หนา 13 มม.
น้ำหนัก 360 กก.

เหล็กชีทไพล์ (เสาเหล็กเข็มพืด) SP-III 400×125 ยาว 9 ม.

หนา 13 มม.
น้ำหนัก 540 กก.

เหล็กชีทไพล์ (เสาเหล็กเข็มพืด) SP-III 400×125 ยาว 12 ม.

หนา 13 มม.
น้ำหนัก 720 กก.

เหล็กชีทไพล์ (เสาเหล็กเข็มพืด) SP-III 400×125 ยาว 16 ม.

หนา 13 มม.
น้ำหนัก 960 กก.

รายละเอียดสินค้า

ปัจจุบันประเทศไทยได้ปรับปรุงจากมาตรฐานเดิมคือ มอก.1390-2560 เป็น มอก.1390-2566 (มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ 19 พ.ย. 2568) เพื่อควบคุมคุณภาพเข็มพืดเหล็กกล้ารีดร้อนให้ได้มาตรฐานสากล โดยแบ่งเกรดหลักที่นิยมใช้คือ
- Grade SY295: เหมาะสำหรับงานทั่วไป รับแรงดันระดับปกติ
- Grade SY390: เหล็กเกรดสูง รับแรงดึงและแรงดัดได้มากกว่า ช่วยลดความหนาของแผ่นเหล็กได้หากผ่านการคำนวณวิศวกรรม



การใช้งานของเหล็กชีทไพล์

เข็มพืดเหล็กถูกนำมาใช้ในงานโครงสร้างฐานรากที่หลากหลาย เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด เช่น
- งานขุดฐานรากอาคารสูงที่มีชั้นใต้ดิน
- งานก่อสร้างถนน ทางยกระดับ และตอม่อรถไฟฟ้า
- งานระบบส่งน้ำ เขื่อนกั้นน้ำ และประตูระบายน้ำ (ป้องกันการกัดเซาะและการรั่วซึม)
- งานท่าเรือ สะพาน และแนวป้องกันตลิ่งถาวร
- งานฝังถังบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ใต้ดิน

 



การใช้งานชีทไพล์แบบถาวรและชั่วคราว
งานโครงสร้างกันดินถาวร (Permanent Work) - มักใช้กับโครงสร้างที่ออกแบบมาให้ใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี เช่น เขื่อนป้องกันตลิ่ง, ประตูระบายน้ำ, กำแพงท่าเรือ หรือผนังห้องใต้ดินอาคาร หัวใจสำคัญของงานกันดินถาวร คือต้องมีการคำนวณ ค่าเผื่อการกัดกร่อน (Corrosion Allowance) หรือที่เรียกว่า "Sacrificial Thickness" ซึ่งเป็นการยอมให้เนื้อเหล็กสูญเสียความหนาตามกาลเวลาในสภาวะแวดล้อมที่ต่างกัน (เช่น ในดินธรรมชาติ 50 ปีสูญเสียประมาณ 0.6 มม., ในน้ำเค็มอาจสูงถึง 3.75 มม.)
งานโครงสร้างกันดินชั่วคราว (Temporary Work) - โครงสร้างเพื่อป้องกันดินพังและน้ำรั่วซึมในขณะก่อสร้างฐานรากอาคาร, ตอม่อรถไฟฟ้า หรือสะพาน เมื่อจบงานแล้วจะทำการถอนออก หัวใจสำคัญของงานดันดินชั่วคราว คือ การสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้ชีทไพล์รีดร้อนคุณภาพสูงมาตรฐาน มอก. ออกแบบมาให้มีเขี้ยวล็อคที่หนาและแข็งแรง ทำให้สามารถ นำกลับมาใช้ใหม่ ได้มากกว่า 10 ครั้ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการลดต้นทุนโครงการ

ปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้ชีทไพล์
1. สภาพดิน: ดินเหนียวอ่อน ต้องการชีทไพล์ที่แข็งแรงกว่าดินทราย และต้องคำนึงถึงระดับน้ำใต้ดิน
2. ความลึกในการขุด: เลือกประเภทและขนาดของชีทไพล์ให้สัมพันธ์กับแรงดันดิน
3. ระยะเวลาการใช้งาน: งานถาวรควรพิจารณาการทำสีเพื่อกันสนิม
4. ข้อจำกัดพื้นที่: บริเวณชุมชนควรใช้เครื่องจักรระบบ Hydraulic Press เพื่อลดเสียงและแรงสั่นสะเทือน
5. ความคุ้มค่าระยะยาว: สำหรับงานกันดินชั่วคราว ควรเลือกใช้ชีทไพล์รีดร้อนคุณภาพสูง เพื่อสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

• เหล็กชีทไพล์คืออะไร และแตกต่างจากเสาเข็มทั่วไปอย่างไร?
เหล็กชีทไพล์ (Sheet Pile) หรือเหล็กเข็มพืด คือเหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่มีเขี้ยว (Interlock) อยู่ทั้งสองด้าน ใช้ตอกเรียงต่อกันในแนวดิ่งเพื่อสร้างกำแพงกันดินหรือกันน้ำ แตกต่างจากเสาเข็มทั่วไปตรงที่เสาเข็มปกติ (เช่น เข็มเจาะ เข็มตอก) ทำหน้าที่รับน้ำหนักในแนวดิ่ง แต่ชีทไพล์ออกแบบมาเพื่อรับแรงดันในแนวราบ จากดินและน้ำโดยเฉพาะ และมักใช้งานเป็นระบบกำแพง ไม่ใช่เสาเดี่ยว

• ชีทไพล์มีกี่ Type หรือประเภท และแต่ละประเภทเหมาะกับงานแบบไหน?
ชีทไพล์มาตรฐานที่ใช้ในไทยมี 4 ประเภท หลัก ได้แก่
- SP-II : ความสูง 100 mm เหมาะกับงานเบา เช่น กันดินตื้น งานชั่วคราว
- SP-IIIA : ความสูง 150 mm เหมาะกับงานกลาง ใช้บ่อยในงานฐานราก (นิยม)
- SP-III : ความสูง 125 mm แข็งแรงกว่า SP-II เหมาะงานขุดลึกปานกลาง (นิยม)
- SP-IV : ความสูง 170 mm รับแรงดันสูง เหมาะงานหนัก เช่น เขื่อน ท่าเรือ ใต้ดินลึก
*การเลือก Type ที่ถูกต้องต้องพิจารณาจากความลึกขุด ชนิดของดิน และระดับน้ำใต้ดิน โดยวิศวกรโครงสร้างควรเป็นผู้วิเคราะห์และออกแบบ

• เหล็กชีทไพล์มีมาตรฐานอะไรบ้าง?
เหล็กชีทไพล์ที่จำหน่ายในประเทศไทยอ้างอิงมาตรฐาน มอก.(มาตรฐานอุตสาหกรรมไทย) หรือ TIS Standard ควบคุมโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ชีทไพล์ที่ขายในประเทศตอนนี้จะอิงตามมาตรฐาน มอก.1390-2566 และหากเป็นชีทไพล์จีนที่นำเข้าจะต้องมีใบเป็นเซอร์และใบอนุญาตินำเข้า โดยต้องระบุตัวเลข TIS Standard อย่างชัดเจน

• ชีทไพล์ต้องใช้เครื่องจักรอะไรในการตอก?
การตอกชีทไพล์นิยมใช้ 3 วิธีหลัก
1. ตอกด้วยปั้นจั่น (Drop Hammer / Hydraulic Hammer) — ใช้ได้กับดินทั่วไป เสียงดังมาก
2. กดด้วยเครื่องไฮดรอลิก (Hydraulic Press) — เสียงเงียบ เหมาะกับพื้นที่ใกล้ชุมชนหรืออาคาร มีแรงสั่นสะเทือนน้อย
3. สั่นด้วยเครื่อง Vibratory Hammer — เร็ว เหมาะกับดินทราย ดินอ่อน
*การเลือกวิธีขึ้นอยู่กับชนิดดิน พื้นที่ใกล้เคียง และข้อกำหนดของโครงการ

• ชีทไพล์เก่า (มือสอง) กับใหม่ต่างกันอย่างไร? ควรเลือกแบบไหน?
ชีทไพล์ใหม่ — ตรงสเปค เต็มน้ำหนัก เขี้ยวสมบูรณ์ ล็อคได้แน่นสนิท เหมาะกับงานที่ต้องการกันน้ำหรืองานถาวร
ชีทไพล์มือสอง — ราคาถูกกว่า แต่อาจมีความเสียหายที่เขี้ยว Interlock ทำให้ล็อคได้ไม่แน่น น้ำซึมผ่านได้ง่ายขึ้น เหมาะกับงานชั่วคราวบางประเภทและผู้มีประสบการณ์คัดเลือกสภาพ
*สำหรับงานที่ต้องการมาตรฐานและความปลอดภัยสูง แนะนำชีทไพล์ใหม่ดีที่สุด

• เหล็กชีทไพล์ป้องกันสนิมได้อย่างไร?
ชีทไพล์โดยทั่วไปเป็นเหล็กรีดร้อน ไม่ได้เคลือบผิว สำหรับงานที่ต้องการป้องกันการกัดกร่อนระยะยาว มีวิธีที่วิศวกรนิยมใช้คือ
- ทาสีกันสนิม (Anti-corrosion Coating) — เหมาะกับงานที่ตอกทิ้งถาวร
- Cathodic Protection — ใช้กระแสไฟฟ้าป้องกัน เหมาะงานท่าเรือหรือใต้น้ำ
- ใช้แบบชั่วคราวแล้วถอดออก — หมดปัญหาเรื่องสนิมระยะยาว
*อายุการใช้งานในดินทั่วไปประมาณ 20–30 ปีขึ้นอยู่กับสภาพดินและน้ำ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เจาะลึกรอบด้าน เหล็กไทย vs เหล็กจีน

การเลือกใช้เหล็กเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความแข็งแรงทนทานและความปลอดภัยของโครงสร้า...

แฝด 3 วงการเหล็ก เอชบีม-ไอบีม-ไวด์แฟรงค์

ในวงการเหล็กจะมีเหล็กอยู่ 3 ชนิดที่หน้าตาภายนอกคล้ายกัน นั่นคือเหล็กเอชบีม ( H-Beam)  ไอบี...

ลงทะเบียนสมาชิก

สร้างบัญชีสำหรับเช็คราคาและสั่งซื้อเหล็ก

[tbs_otp_form]

เข้าสู่ระบบ