ในวงการเหล็กจะมีเหล็กอยู่ 3 ชนิดที่หน้าตาภายนอกคล้ายกัน นั่นคือเหล็กเอชบีม ( H-Beam) ไอบีม (I-Beam) และไวด์แฟรงค์ (WF) แต่ทั้งสามนั้นถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกใช้ให้ถูกประเภทคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้งานก่อสร้างของคุณทั้งแข็งแรงและประหยัดงบประมาณ มาดูกันว่าเหล็กแต่ละชนิดมีความโดดเด่นอย่างไรบ้าง

H-Beam (เอชบีม)
หน้าตัดรูปตัว ‘H’ มีปีกที่กว้างและหนาเท่ากันตลอดทั้งเส้น มีขนาดความลึกเท่ากับความกว้าง เช่น H 200×200 มีขนาดให้เลือกหลากหลายตั้งแต่เล็กจนใหญ่ ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป เช่น เสาและคานอาคาร โรงงาน หรือโกดัง

I-Beam (ไอบีม)
หน้าตัดรูปตัว ‘I’ มีลักษณะพิเศษคือปีกจะเรียวที่ปลายและหนาขึ้นที่โคน ทำให้มีความสามารถในการรับแรงจากการเคลื่อนที่ได้ดีเป็นพิเศษ จึงถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานเฉพาะทาง เช่น รางเลื่อนของเครนในโรงงานอุตสาหกรรม

Wide-Flange (ไวด์แฟงค์)
หน้าตัดรูปตัว ‘H’ เช่นเดียวกับ H-Beam แต่มีปีกที่กว้างกว่าและมีน้ำหนักเบากว่า I-Beam ทำให้มีราคาถูกกว่า เหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วไปที่ไม่ต้องรับน้ำหนักสูงมาก และมักใช้ทดแทนโครงสร้างคอนกรีตได้เนื่องจากน้ำหนักเบาและติดตั้งง่าย
ความแตกต่างที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้
1. ความแข็งแรงและการใช้งาน
แม้ทั้งสามประเภทจะแข็งแรงทนทาน แต่ก็มีวัตถุประสงค์ต่างกัน H-Beam คือเหล็กมาตรฐานสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป ส่วน I-Beam เหมาะสำหรับงานที่ต้องรับแรงเคลื่อนที่โดยเฉพาะ และ Wide-Flange เป็นตัวเลือกสำหรับงานที่ต้องการน้ำหนักเบาและติดตั้งเร็ว
2.น้ำหนักและราคา
ด้วยขนาดหน้าตัดที่เท่ากัน I-Beam จะมีน้ำหนักมากกว่า H-Beam อย่างมาก ส่งผลให้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย การเลือกใช้ I-Beam ผิดประเภทอาจทำให้งบประมาณบานปลายโดยไม่จำเป็น
3.มาตรฐานอุตสาหกรรม
H-Beam และ I-Beam ได้รับมาตรฐาน มอก. 1227-2558 (เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน) ส่วน Wide-Flange เป็นหน้าตัดเหล็กตามมาตรฐาน ASTM ของสหรัฐอเมริกา
ดังนั้นการเลือกใช้เหล็กให้ถูกต้องกับประเภทงานจะช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และยังช่วยควบคุมงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำง่ายๆว่าถ้าจะสร้างเสาหรือคานในอาคารทั่วไป H-Beam คือตัวเลือกที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
สร้างบัญชีสำหรับเช็คราคาและสั่งซื้อเหล็ก