เนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ที่ทำให้หลายคนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารและที่พักอาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุหลักอย่าง “เหล็กเส้น” สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยนายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ได้ออกมาเปิดเผยผลการศึกษาที่น่าตกใจ พร้อมทั้งเสนอให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งทบทวนและแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้น เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของชาติ
เหล็กเส้น “เตา IF” คืออะไร? ทำไมถึงมีความเสี่ยง?
ปัจจุบันตลาดเหล็กเส้นก่อสร้างของไทยมีปริมาณกว่า 3 ล้านตันต่อปี และเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตา Induction Furnace (IF) กลับมีสัดส่วนครองตลาดมากกว่าครึ่ง (ประมาณ 1.6 ล้านตัน) เนื่องจากมีราคาถูกกว่า แต่ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ “คุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ”
ความเสี่ยงของเหล็กจากเตา IF
1.สารมลทินสูง
เตา IF ไม่มีระบบในการกำจัดสารมลทินสำคัญ เช่น ฟอสฟอรัสและกำมะถันที่มาจากเศษเหล็ก ทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณสมบัติทางเคมีของเหล็กได้ดี
2.เนื้อเหล็กไม่สม่ำเสมอ
ลักษณะการหลอมด้วยไฟฟ้าของเตา IF มีการกวนวนต่ำ ทำให้การควบคุมคุณสมบัติทางกลของเหล็ก เช่น ความเหนียวและความต้านทานแรงดึง (ที่สำคัญมากต่อการรับแรงแผ่นดินไหว) ทำได้ยาก
3.ขาดการปรุงคุณภาพ
โรงงาน IF ส่วนใหญ่ในไทย ไม่ได้ติดตั้ง “เตาปรุง” (Ladle Furnace: LF) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์และขจัดสิ่งเจือปน ทำให้เหล็กไม่ได้คุณภาพตามที่ควรจะเป็น
ถอดบทเรียนราคาแพงจากประเทศจีน: ปิดโรงงาน IF 600 แห่ง!
จีนเคยเป็นผู้ผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF รายใหญ่ที่สุดในโลก แต่พบปัญหาเหล็กเส้นคุณภาพต่ำที่เชื่อมโยงกับอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น อาคารและสะพานถล่ม รัฐบาลจีนจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ในปี 2560
ที่น่าตกใจคือ ไทยมีการปรับแก้ มอก. เหล็กเส้นในปี 2559 (เพียง 1 ปีก่อนที่จีนจะยกเลิกเตา IF) โดยยกเลิกข้อกำหนดเดิมที่จำกัดให้ใช้เฉพาะเตา BOF หรือ EAF ออกไป ทำให้เตา IF สามารถเข้ามาผลิตเหล็กเส้นในไทยได้ ซึ่งข้อกำหนดเพิ่มเติมที่ใส่เข้ามาเพื่อควบคุมคุณภาพก็ยังไม่เกิดประสิทธิผลเท่าที่ควร
ส.อ.ท. เสนอ 4 จุดเปลี่ยนสำคัญเพื่อความปลอดภัยของโครงสร้างไทย
จากบทเรียนความสูญเสียในจีนและความก้าวหน้าของงานก่อสร้างโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ส.อ.ท. จึงเสนอให้มีการแก้ไขมอก. เหล็กเส้นใน 4 เรื่องสำคัญเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในประเทศ ได้แก่
1.กำหนดวิธีการผลิต
ให้ผลิตจากเตา BOF (Basic Oxygen Furnace) หรือ EAF (Electric Arc Furnace) เท่านั้น และให้เหล็กเกรดต้านแผ่นดินไหวต้องผ่านการปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก
2.ห้ามใช้วิธีเร่งความแข็งแรงแบบ Tempcore
ซึ่งเป็นการชุบแข็งที่อาจส่งผลต่อคุณสมบัติความเหนียวของเหล็ก
3.ยกระดับการทดสอบ
เพิ่มการทดสอบความทนทานต่อความล้า (Fatigue) จากการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่เข้มงวดขึ้น
4.เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้
สร้างระบบตรวจสอบและลงโทษอย่างจริงจัง เพื่อสกัดกั้นเหล็กด้อยคุณภาพออกจากตลาด
ดังนั้นแล้วการแก้ไข มอก. ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับกฎหมาย แต่เป็นการสร้างหลักประกันด้านความปลอดภัยให้กับทุกสิ่งก่อสร้างของประเทศ นายบัณฑูรย์เน้นย้ำว่าถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้ยกระดับมาตรฐานเหล็กให้ทัดเทียมสากลและป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรุงเทพธรุกิจ (4/10/2568)
สร้างบัญชีสำหรับเช็คราคาและสั่งซื้อเหล็ก