
คำถามที่ควรถามผู้ขายก่อนเรื่องราคา คือ “เหล็กล็อตนี้มี มอก.ไหม?” เพราะเครื่องหมาย มอก. คือหลักฐานที่ยืนยันว่าเหล็กท่อนนั้นผ่านการทดสอบจริง ทั้งขนาด ความหนา ส่วนผสมทางเคมี และความสามารถในการรับแรงตามที่วิศวกรออกแบบไว้ ยิ่งช่วงนี้ภาครัฐเข้มงวดกับเหล็กไม่ได้มาตรฐานมากขึ้นด้วย
มอก. คืออะไร?
มอก. ย่อมาจาก “มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม” (Thai Industrial Standard: TIS) คือข้อกำหนดทางวิชาการที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดขึ้นเพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าให้เหมาะสมและปลอดภัยต่อการใช้งาน สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็ก มาตรฐาน มอก. จะระบุตั้งแต่ส่วนผสมทางเคมีของเนื้อเหล็ก สมบัติทางกล เช่น ความต้านแรงดึงและความยืด เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของขนาดและความหนา ไปจนถึงวิธีทดสอบและการแสดงเครื่องหมายบนตัวสินค้า
วิธีอ่านเลข มอก. ไม่ยากอย่างที่คิด ตัวเลขชุดแรกคือหมายเลขมาตรฐาน ส่วนตัวเลขหลังขีดคือปี พ.ศ. ที่ประกาศฉบับนั้น เช่น มอก. 107-2566 หมายถึงมาตรฐานเลขที่ 107 ฉบับปรับปรุงปี 2566 ซึ่งใช้แทนฉบับเดิมคือ มอก. 107-2561 ดังนั้นถ้าเห็นสินค้าที่ยังอ้างอิงเลขฉบับเก่า ควรตรวจสอบว่ามาตรฐานนั้นถูกยกเลิกหรือถูกแทนที่แล้วหรือยัง
มอก. ทั่วไป กับ มอก. บังคับ ต่างกันอย่างไร?
• มอก. บังคับ – สินค้าที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย ต้องผลิตหรือขายเฉพาะสินค้าที่เป็นไปตามมาตรฐานเท่านั้น สังเกตได้จากเครื่องหมาย มอก. ที่มีวงกลมล้อมรอบ หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ ตัวอย่างในกลุ่มเหล็ก เช่น เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กตัวซีตาม มอก. 1228-2561 และล่าสุดคือเหล็กแผ่นรีดร้อนงานโครงสร้างตาม มอก. 1479-2566
• มอก. ทั่วไป – มาตรฐานภาคสมัครใจ ผู้ผลิตเลือกยื่นขอการรับรองได้เองเพื่อยกระดับคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อ เช่น ท่อเหล็กโครงสร้างตาม มอก. 107-2566 หรือท่อทนความดันตาม มอก. 276-2562 แม้ไม่บังคับ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้รับเหมามืออาชีพและงานราชการมักระบุในสเปกให้ใช้เหล็กที่ได้ มอก. เสมอ
มาตรฐาน มอก. แยกตามประเภทเหล็ก
| ประเภทเหล็ก | เลข มอก. | สถานะมาตรฐาน | วันที่มีผลฉบับล่าสุด |
| เหล็กท่อดำ / เหล็กกล่องสี่เหลี่ยม / เหล็กกล่องแบน (รวม GI) | มอก. 107-2566 | ทั่วไป | 4 พ.ย. 2567 |
| เหล็กท่อระบบ ท่อทนความดัน | มอก. 276-2562 | ทั่วไป | ฉบับปี 2562 |
| เหล็กเอชบีม / ไอบีม / ไวด์แฟรงค์ | มอก. 1227-2558 | บังคับ | ฉบับปี 2560 |
| เหล็กตัวซี | มอก. 1228-2561 | บังคับ | ฉบับปี 2561 |
| เหล็กชีทไพล์ (เหล็กเข็มพืด) | มอก. 1390-2566 | บังคับ | 19 พ.ย. 2568 |
| เหล็กตัวซี GI (เคลือบสังกะสี) | มอก. 2817-2562 | ทั่วไป | ฉบับปี 2562 |
| เหล็กแผ่น / เหล็กแบน (งานโครงสร้าง) | มอก. 1479-2566 | บังคับ | 24 ธ.ค. 2568 |
| เหล็กแผ่น (งานทั่วไปและดึงขึ้นรูป) | มอก. 528-2560 | ทั่วไป | ฉบับปี 2560 |
1. มอก. 107-2566 — ท่อเหล็กโครงสร้าง: เหล็กท่อดำ เหล็กกล่อง แป๊บแบน (รวมชนิด GI)
“ท่อเหล็กกล้าคาร์บอนสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป” คือมาตรฐานหลักของท่อเหล็กที่ใช้ในงานวิศวกรรม งานสถาปัตยกรรม และโครงสร้างทั่วไป ครอบคลุมหน้าตัด 3 แบบที่ช่างคุ้นเคย ได้แก่ ท่อกลม (เหล็กท่อดำ) ท่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส (เหล็กกล่อง หรือเหล็กท่อเหลี่ยม) และท่อสี่เหลี่ยมผืนผ้า (เหล็กแป๊บแบน) ทั้งชนิดผิวเปลือยและชนิดเคลือบสังกะสี (GI)
• รองรับ: ส่วนผสมทางเคมีของเนื้อเหล็ก ความต้านแรงดึง เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของขนาด ความหนา ความตรงของท่อ คุณภาพแนวเชื่อมตะเข็บ และคุณภาพชั้นเคลือบสังกะสีสำหรับรุ่น GI
• อัปเดตมาจาก: ปรับปรุงจาก มอก. 107-2561 ให้ทันเทคโนโลยีการผลิตปัจจุบัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาปี 2567 และมีผลใช้แทนฉบับเดิมตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 จุดที่ต่างจากฉบับเดิมอย่างเห็นได้ชัดคือการจัดชั้นคุณภาพและการครอบคลุมชนิดผิวเคลือบที่ละเอียดขึ้น ปัจจุบันสถานะยังเป็นมาตรฐานทั่วไป (ภาคสมัครใจ) แต่มีการผลักดันในอุตสาหกรรมให้ยกระดับเป็นมาตรฐานบังคับในอนาคต
2. มอก. 276-2562 — เหล็กท่อระบบ ท่อทนความดัน
“ท่อเหล็กกล้าคาร์บอนชนิดทนความดัน” คือมาตรฐานของท่อที่ต้องรับแรงดันของไหลภายใน เช่น ระบบประปาอาคาร ระบบดับเพลิงและสปริงเกอร์ ระบบลม และงานเดินท่อในโรงงานอุตสาหกรรม ท่อกลุ่มนี้ต่างจากท่อโครงสร้างตรงที่ต้องผ่านการทดสอบความดันน้ำ (Hydrostatic Test) เพื่อยืนยันว่าตะเข็บและเนื้อท่อไม่รั่วซึมภายใต้แรงดันใช้งาน
• รองรับ: ชั้นคุณภาพของเนื้อเหล็ก (เช่น Grade A) ความหนาตามตาราง Schedule เช่น Sch40 สมบัติทางกล และผลทดสอบทนความดัน ในตลาดมักใช้ควบคู่กับมาตรฐานสากล ASTM A53 ซึ่งเป็นมาตรฐานอเมริกันของท่อประเภทเดียวกัน
• อัปเดตมาจาก: ฉบับปี 2562 เป็นการทบทวนปรับปรุงจากฉบับก่อนหน้าให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงและวิธีทดสอบปัจจุบัน สถานะเป็นมาตรฐานทั่วไป
3. มอก. 1227-2558 (มาตรฐานบังคับ) — เหล็กเอชบีม ไอบีม ไวด์แฟรงค์
“เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน” คือมาตรฐานของเหล็กโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ผลิตด้วยการรีดร้อนที่อุณหภูมิสูง ครอบคลุมหน้าตัดที่ใช้ในงานเสาและคานเป็นหลัก ได้แก่ เหล็กเอชบีม (H-Beam) เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange) ซึ่งตามนิยามมาตรฐานจัดเป็นเหล็กหน้าตัดรูปตัว H เหมือนกัน และเหล็กไอบีม (I-Beam) หน้าตัดรูปตัว I ที่ปีกลาดเอียงหนาเข้าหาแกนกลาง เหมาะกับอาคารสูง โรงงาน โกดัง และโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนักมาก จุดสำคัญที่ต้องจำคือมาตรฐานนี้เป็น มอก. บังคับ เหล็กบีมทุกเส้นที่ผลิตหรือนำเข้ามาขายในประเทศต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐานนี้เท่านั้น
• รองรับ: ส่วนผสมทางเคมีของเนื้อเหล็กที่ควบคุมสิ่งเจือปนเข้มงวด สมบัติทางกล เช่น ความต้านแรงดึงและความยืด ตามชั้นคุณภาพ 7 เกรด ได้แก่ SS400, SS490, SS540, SM400, SM490, SM520 และ SM570 รวมถึงเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของขนาดหน้าตัด ความหนาปีกและเอว น้ำหนักต่อเมตร และการแสดงเครื่องหมายบนเนื้อเหล็ก เช่น ชื่อผู้ผลิต ขนาด และชั้นคุณภาพ ที่ต้องเป็นตัวนูนอ่านได้ชัดเจน
• อัปเดตมาจาก: ปรับปรุงจาก มอก. 1227-2539 ฉบับเดิม โดยยกระดับข้อกำหนดด้านส่วนผสมทางเคมีให้เข้มขึ้น เพื่อป้องกันธาตุเจือปนที่ทำให้คุณภาพเนื้อเหล็กด้อยลง และมีผลบังคับใช้ในฐานะมาตรฐานบังคับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2560 ปัจจุบันยังเป็นฉบับล่าสุดที่ใช้อยู่ ความยาวมาตรฐานที่ซื้อขายทั่วไปคือ 6, 9 และ 12 เมตร
4. มอก. 1228-2561 (มาตรฐานบังคับ) — เหล็กตัวซี
“เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป” คือมาตรฐานของเหล็กตัวซี (Lip Channel) ที่ใช้ทำแป โครงหลังคา และโครงสร้างรองรับน้ำหนักต่าง ๆ จุดสำคัญที่ต้องจำคือมาตรฐานนี้เป็น มอก. บังคับ หมายความว่าเหล็กตัวซีทุกเส้นที่ผลิตหรือนำเข้ามาขายในประเทศ ต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐานนี้เท่านั้น เพราะเป็นชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของอาคารและผู้อยู่อาศัย
• รองรับ: ชั้นคุณภาพเนื้อเหล็ก (เช่น SSC400) ความหนาและขนาดหน้าตัดที่แม่นยำ สมบัติทางกลของเหล็กหลังการขึ้นรูปเย็น รวมถึงการแสดงเครื่องหมายบนตัวสินค้า เช่น ชื่อผู้ผลิต ขนาด และชั้นคุณภาพ ที่ต้องปรากฏบนเนื้อเหล็ก
• อัปเดตมาจาก: ปรับปรุงจาก มอก. 1228-2549 ฉบับเดิม เพื่อยกระดับข้อกำหนดด้านคุณภาพและวิธีทดสอบให้เข้มขึ้น
5. มอก.1390-2566 (มาตรฐานบังคับ) — เหล็กชีทไพล์ (เหล็กเข็มพืด)
“เข็มพืดเหล็กกล้ารีดร้อน” คือมาตรฐานของเหล็กชีทไพล์ (Steel Sheet Pile) เหล็กรีดร้อนที่มีตะขอล็อก (Interlock) ที่ปลายทั้งสองข้าง ใช้ตอกเรียงต่อกันเป็นผนังกันดินและกันน้ำ สำหรับงานปกป้องโครงสร้างใต้ดิน งานฐานรากอาคาร งานปล่องสูบน้ำ งานเขื่อนกันตลิ่ง และงานป้องกันน้ำท่วม ครอบคลุมหน้าตัด 5 แบบ ได้แก่ แบบตัวยู (U Shape) ที่นิยมใช้มากที่สุด แบบตัวแซด (Z Shape) แบบตัวเอช (H Shape) แบบรูปหมวก (Hat Shape) และแบบตรง (Straight Line) จุดสำคัญที่ต้องจำคือมาตรฐานนี้เป็น มอก. บังคับ เหล็กชีทไพล์ที่ผลิตหรือนำเข้ามาขายในประเทศต้องได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. เท่านั้น
• รองรับ: ส่วนผสมทางเคมีของเนื้อเหล็ก สมบัติทางกล ทั้งความต้านแรงดึง ความต้านแรงดึงที่จุดคราก และความยืด ตามชั้นคุณภาพ 2 เกรด คือ SY295 และ SY390 รวมถึงเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของขนาดหน้าตัด ความหนา น้ำหนักต่อเมตร และคุณภาพของตะขอล็อกที่ต้องสวมประสานกันได้สนิทเพื่อให้ผนังกันน้ำทำงานได้จริง
• อัปเดตมาจาก: ปรับปรุงจาก มอก. 1390-2560 ฉบับเดิม เพื่อให้ข้อกำหนดทันกับเทคโนโลยีการผลิตและการใช้งานปัจจุบัน โดยฉบับใหม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ผู้ผลิตและผู้นำเข้าที่ถือใบอนุญาตฉบับเดิมต้องยื่นขอตามฉบับใหม่ให้เรียบร้อยก่อนจำหน่าย
6. มอก. 2817-2562 — เหล็กตัวซีชุบสังกะสี (เหล็กตัวซี GI)
“เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นเคลือบโลหะ สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป” คือมาตรฐานของเหล็กตัวซีที่ผลิตจากเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี (พรีซิงค์/GI) เหมาะกับงานที่ต้องการความทนทานต่อสนิมมากกว่าเหล็กตัวซีธรรมดา เช่น โครงหลังคาบ้านพักอาศัย งานใกล้ทะเล หรือพื้นที่ความชื้นสูง
• รองรับ: คุณภาพวัสดุเหล็กเคลือบโลหะ ความหนาของชั้นเคลือบสังกะสี ชั้นคุณภาพความแข็งแรง (เช่น G350, G400) ขนาดหน้าตัด และสมบัติทางกลของชิ้นงานสำเร็จ
• อัปเดตมาจาก: เป็นมาตรฐานที่ประกาศเพิ่มเติมในปี 2562 เพื่อรองรับเหล็กโครงสร้างขึ้นรูปเย็นชนิดเคลือบโลหะโดยเฉพาะ ซึ่งเดิมยังไม่มีมาตรฐานแยกชัดเจน สถานะเป็นมาตรฐานทั่วไป ผู้ผลิตที่ต้องการแสดงเครื่องหมาย มอก. ต้องยื่นขอใบอนุญาตจาก สมอ.
7. มอก. 1479-2566 และ มอก. 528-2560 — เหล็กแผ่นและเหล็กแบนรีดร้อน
– มอก. 1479-2566 “เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป”
ใช้กับเหล็กแผ่นและเหล็กแบนที่นำไปรับแรงในงานโครงสร้าง เช่น แผ่นเพลท ชิ้นส่วนโครงเหล็ก โดยกำหนดชั้นคุณภาพอย่าง SS400 พร้อมสมบัติทางกลและส่วนผสมทางเคมีที่ชัดเจน มาตรฐานนี้ปรับปรุงจาก มอก. 1479-2558 และเป็นข่าวใหญ่ของวงการเมื่อ สมอ. ประกาศให้เป็นสินค้าควบคุม (มอก. บังคับ) มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ผู้ผลิตและผู้นำเข้าทุกรายต้องได้รับใบอนุญาตก่อนจำหน่าย
– มอก. 528-2560 “เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป”
ใช้กับเหล็กแผ่นสำหรับงานที่ไม่ใช่โครงสร้างรับแรงโดยตรง เช่น งานปั๊มขึ้นรูป งานตัดพับ ชิ้นส่วนเครื่องจักรและยานยนต์ กำหนดชั้นคุณภาพ HR1, HR2 และ SPHC ซึ่งเน้นความสามารถในการขึ้นรูปมากกว่าค่ากำลังรับแรง
สรุปง่าย ๆ คือ ถ้าเหล็กแผ่นถูกนำไปใช้รับแรงในโครงสร้าง ให้มองหา มอก. 1479-2566 แต่ถ้าใช้งานทั่วไปหรืองานขึ้นรูป มอก. 528-2560 คือมาตรฐานที่ตรงกับงาน
MiT (Made in Thailand) คืออะไร ต่างจาก มอก. อย่างไร?
MiT หรือ Made in Thailand คือการรับรองสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ออกโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยพิจารณาจากสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จุดที่หลายคนสับสนคือ MiT ไม่ใช่มาตรฐานคุณภาพแบบ มอก. แต่เป็นการรับรอง “แหล่งผลิต” ว่าสินค้านั้นผลิตในไทยจริง ทั้งสองใบจึงทำงานคนละหน้าที่และควรมีคู่กัน
| ประเภทเหล็ก | เลขทะเบียน MiT | รายละเอียด |
| เหล็กท่อดำ | MiT6404000084 | ท่อกลม ประเภทมีตะเข็บ |
| เหล็กกล่อง (ท่อเหลี่ยม) | MiT6404000087 | สี่เหลี่ยมจัตุรัส ประเภทมีตะเข็บ |
| เหล็กแป๊บแบน | MiT6404000090 | สี่เหลี่ยมผืนผ้า ประเภทมีตะเข็บ |
| เหล็กท่อระบบ | MiT6404000093 | ท่อ มอก. 276-2562 ตะเข็บ ERW Grade A Sch40 |
| เหล็กท่อระบบ (ASTM) | MiT6411001475 | ท่อ ASTM A53 Sch40 Grade A ตะเข็บ ERW |
| เหล็กตัวซี | MiT6404000081 | เหล็กรูปตัวซีมีขอบ มอก. 1228-2561 |
| เหล็กตัวซี GI | MiT6811000317 | เหล็กรูปตัวซีมีขอบ ชนิดเคลือบสังกะสี มอก. 2817-2562 |
| เหล็กแป๊บแบน GI | MiT6404000092 | สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีตะเข็บ ชนิดเคลือบสังกะสี |
| เหล็กกล่อง GI | MiT6404000089 | สี่เหลี่ยมจัตุรัส มีตะเข็บ ชนิดเคลือบสังกะสี |
| เหล็กแผ่น / เหล็กแบน | MiT6411001467, MiT6411000246, MiT6411000247 | เหล็กแผ่น มอก. 528 (SPHC, HR1) และ มอก. 1479 (SS400) |
วิธีตรวจสอบเหล็ก มอก. ด้วยตนเองก่อนตัดสินใจซื้อ
1. ดูเครื่องหมาย มอก. พร้อมเลขมาตรฐานบนป้ายสินค้าหรือตัวสินค้า สินค้าที่อยู่ในข่ายมาตรฐานบังคับต้องมีวงกลมล้อมรอบเครื่องหมาย
2. สังเกตตัวอักษรบนเนื้อเหล็ก เหล็กโครงสร้างที่ได้มาตรฐานจะมีตัวนูนหรือตัวพิมพ์ระบุชื่อผู้ผลิต ขนาด และชั้นคุณภาพชัดเจน อ่านง่าย ไม่เลือนราง
3. ขอใบรับรองผลทดสอบ (Mill Certificate) จากผู้ขาย เพื่อเทียบเลขล็อตการผลิตกับสินค้าที่ได้รับจริง
4. ตรวจสอบเลขใบอนุญาตกับฐานข้อมูลของ สมอ. ได้ที่เว็บไซต์ tisi.go.th ซึ่งเปิดให้ค้นหารายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตแต่ละมาตรฐานได้ฟรี
5. สำหรับงานภาครัฐ ขอสำเนาใบรับรอง MiT ประกอบ เพื่อยืนยันว่าเป็นเหล็กที่ผลิตในประเทศตามเงื่อนไขจัดซื้อจัดจ้าง
วิธีเลือกเหล็กให้ตรงกับงาน
มาตรฐาน มอก. คือการรับรองคุณภาพเพื่อให้ความมั่นใจตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้รับเหมา จัดซื้อ ไปจนถึงเจ้าของบ้าน เหล็กแต่ละประเภทมีเลขมาตรฐานของตัวเอง ท่อโครงสร้างใช้ มอก. 107-2566 ท่อทนความดันใช้ มอก. 276-2562 เหล็กตัวซีใช้ มอก. 1228-2561 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ เหล็กตัวซี GI ใช้ มอก. 2817-2562 ส่วนเหล็กแผ่นแยกเป็น มอก. 1479-2566 สำหรับงานโครงสร้างซึ่งกลายเป็นมาตรฐานบังคับตั้งแต่ปลายปี 2568 และ มอก. 528-2560 สำหรับงานทั่วไป เมื่อรู้ว่างานของคุณใช้มาตรฐานไหน บวกกับการตรวจสอบใบอนุญาตกับ สมอ. และใบรับรอง MiT สำหรับงานภาครัฐ ก็สามารถลดความเสี่ยงทั้งด้านความปลอดภัยและด้านกฎหมายไปได้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะซื้อจากผู้ขายรายใดก็ตาม
หากคุณกำลังมองหาเหล็กที่ได้มาตรฐาน มอก. สำหรับงานโครงสร้างหรือโครงการ MetalMate เราจำหน่ายเหล็กครบทุกประเภท ทั้งเหล็กท่อดำ เหล็กกล่อง แป๊บแบน เหล็กตัวซี และเหล็กแผ่น ทุกชิ้นถูกต้องตามมาตรฐาน มอก. พร้อมใบรับรอง มั่นใจได้ทั้งคุณภาพและเอกสาร ตรวจสอบได้ทุกล็อตการผลิต สนใจสอบถามราคาหรือขอใบเสนอราคา ติดต่อกับทีมงานได้ทาง @metalmate
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มอก. ย่อมาจาก “มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม” ภาษาอังกฤษคือ Thai Industrial Standard (TIS) กำหนดโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า
มอก. 107-2566 เป็นฉบับปรับปรุงที่ใช้แทน มอก. 107-2561 ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 โดยอัปเดตข้อกำหนดให้ทันเทคโนโลยีการผลิต จัดชั้นคุณภาพละเอียดขึ้น และครอบคลุมท่อทั้งชนิดผิวเปลือยและชนิดเคลือบสังกะสีชัดเจนขึ้น
ต้องมี เพราะเหล็กตัวซีอยู่ภายใต้ มอก. 1228-2561 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ เหล็กตัวซีทุกเส้นที่ขายในประเทศต้องผลิตโดยผู้ได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. เท่านั้น ส่วนเหล็กตัวซีชุบสังกะสี (GI) อ้างอิง มอก. 2817-2562 ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไป
ตรวจสอบได้ฟรีที่เว็บไซต์สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (tisi.go.th) ซึ่งมีระบบค้นหารายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตแยกตามเลขมาตรฐาน หรือสอบถามโดยตรงที่ สมอ. กระทรวงอุตสาหกรรม
มอก. รับรองคุณภาพสินค้าตามข้อกำหนดทางวิชาการ ออกโดย สมอ. ส่วน MiT (Made in Thailand) รับรองว่าสินค้าผลิตในประเทศไทย ออกโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ใช้เป็นเงื่อนไขแต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ถ้าใช้ในงานโครงสร้างรับแรง ใช้ มอก. 1479-2566 (ชั้นคุณภาพ เช่น SS400) ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับตั้งแต่ 24 ธันวาคม 2568 ถ้าใช้งานทั่วไปหรืองานดึงขึ้นรูป ใช้ มอก. 528-2560 (ชั้นคุณภาพ HR1, HR2, SPHC)
สมอ. ประกาศให้เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนสำหรับงานโครงสร้างทั่วไปตาม มอก. 1479-2566 เป็นสินค้าควบคุม มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตก่อนจำหน่าย
ต้องใช้ กฎกระทรวงกำหนดให้งานก่อสร้างภาครัฐใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศก่อน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าหรือปริมาณเหล็กทั้งหมดในโครงการ การเลือกเหล็กที่มีใบรับรอง MiT จึงเป็นวิธียืนยันคุณสมบัติที่ตรงไปตรงมาที่สุด
พิจารณาจากสภาพแวดล้อมการใช้งาน เหล็กดำเหมาะกับงานโครงสร้างทั่วไปที่มีการทาสีหรือเคลือบกันสนิมภายหลัง ส่วนเหล็ก GI เคลือบสังกะสีจากโรงงาน ทนความชื้นและสนิมได้ดีกว่า เหมาะกับงานกลางแจ้ง พื้นที่ชื้น หรือใกล้ทะเล โดยทั้งสองชนิดมีมาตรฐาน มอก. รองรับ
สร้างบัญชีสำหรับเช็คราคาและสั่งซื้อเหล็ก