เหล็กรูปพรรณรีดร้อนและรีดเย็น ต่างกันอย่างไร? มีอะไรบ้าง?

เหล็กรูปพรรณคืออะไร?
ถ้าพูดถึงวัสดุก่อสร้างที่แบกรับน้ำหนักอาคาร โรงงาน คลังสินค้า หรือแม้แต่สะพาน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เหล็กรูปพรรณ หรือ เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (Structural Steel Section) ซึ่งเป็นเหล็กที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปให้มีหน้าตัดเฉพาะ เช่น รูปตัว H, I, L, U หรือสี่เหลี่ยม เพื่อให้รับแรงได้ดีในทิศทางที่ต้องการ โดยเหล็กรูปพรรณแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามกระบวนการผลิต คือ เหล็กรูปพรรณรีดร้อน (Hot-Rolled Structural Steel) และ เหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็น (Cold-Formed Steel) โดยทั้งสองประเภทมีคุณสมบัติ ข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ให้ถูกประเภทจึงมีผลโดยตรงต่อความแข็งแรง ความปลอดภัย และความคุ้มค่าของโครงการ

เหล็กรูปพรรณรีดร้อน (Hot-Rolled Structural Steel)
เหล็กรูปพรรณรีดร้อนผลิตโดยนำแท่งเหล็กบิลเล็ต (Billet) หรือสแลบ (Slab) ไปอบที่อุณหภูมิประมาณ 1,100–1,300 องศาเซลเซียส จนเหล็กอยู่ในสภาวะที่ยืดหยุ่นพอจะขึ้นรูปได้ง่าย จากนั้นนำผ่านเครื่องรีดซึ่งบีบและดึงเหล็กให้ได้หน้าตัดตามต้องการ แล้วปล่อยให้เย็นตัวตามธรรมชาติ การผ่านความร้อนสูงทำให้ผิวเหล็กรีดร้อนจึงมีสีเทาดำและขรุขระกว่าเหล็กรีดเย็น แต่ข้อได้เปรียบคือมีความเหนียว แข็งแรง รับแรงบิดและแรงกดสูงได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับโครงสร้างที่รับน้ำหนักหนัก

มาตรฐานและเกรดเหล็กรูปพรรณรีดร้อน
ในประเทศไทย เหล็กรูปพรรณรีดร้อนต้องผ่านมาตรฐาน มอก.1227-2558 ซึ่งแบ่งชั้นคุณภาพ (Grade) ออกเป็น 7 ระดับ

เกรดกำลังคราก (MPa)กำลังดึง (MPa)การยืดตัว (%)การใช้งานหลัก
SS400245400–510≥21งานโครงสร้างทั่วไป
SS490275490–610≥19โครงสร้างรับน้ำหนักปานกลาง
SS540390540+≥17โครงสร้างรับน้ำหนักสูง
SM400235–245400–510≥21-22งานเชื่อมและอาคาร
SM490315–325490–610≥17-19โครงสร้างความแข็งแรงสูง
SM520355–365520–640≥15-17โครงสร้างพิเศษและสะพาน
SM570420–460570–720≥19โครงสร้างรับน้ำหนักสูงมาก

*เกรดที่ใช้บ่อยที่สุดในตลาดไทยคือ SS400 เพราะมีความสมดุลระหว่างความแข็งแรงและราคา เหมาะกับงานก่อสร้างตั้งแต่บ้านพักอาศัยไปจนถึงอาคารสำนักงานขนาดกลาง

ประเภทเหล็กรูปพรรณรีดร้อน
1. เหล็กเอชบีม (H-Beam / H-Section)
เหล็กเอชบีมมีหน้าตัดคล้ายตัวอักษร H ปีกทั้งสองข้าง (Flange) มีความกว้างใกล้เคียงกับความสูงของแผ่นกลาง (Web) ทำให้กระจายแรงได้สม่ำเสมอทั้งแนวตั้งและแนวนอน เหมาะสำหรับทั้งงานเสาและคาน เป็นเหล็กโครงสร้างที่ได้รับความนิยมที่สุด มาตรฐาน มอก.1227-2558 เกรด SS400, SM400, SM490
– ขนาดที่นิยม: 100×100×6×8 มม. จนถึง 400×400×13×21 มม. ความยาว 6, 9 และ 12 เมตร
– ใช้งาน: เสาอาคาร คานรับน้ำหนัก โครงหลังคาอาคารโรงงาน-โกดัง งานโครงถักขนาดใหญ่ ฐานเครื่องจักร Base Plate รองรับเสา

2. เหล็กไอบีม / เหล็กตัวไอ / เสาบีม (I-Beam)
เหล็กไอบีมมีหน้าตัดคล้ายตัว I ปีกมีลักษณะลาดเอียงเข้าสู่แกนกลาง (Web) โดยมีความหนามากขึ้นใกล้แกนกลาง ปลายปีกโค้งมน รับแรงดัดในแนวแกนได้ดี รับแรงกระแทกรอบทิศทางได้แต่เหมาะสมน้อยกว่าเหล็กเอชบีม (H-Beam) มอก. 1227-2558
– ขนาดที่นิยม: เริ่มต้นที่ 150×75×5.5×9.5 มม. จนถึง 600×190×13×25 มม. ความยาวมาตรฐาน 6, 9, 12 เมตร
– ใช้งาน: รางเครนโรงงาน คานรับพื้น รางเลื่อนสินค้าในโกดัง เสาส่งไฟฟ้า งานโครงสร้างที่ต้องรับแรงบิดเป็นพิเศษ

3. เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange / WF)
เหล็ก WF พัฒนาจาก I-Beam โดยปีกกว้างขึ้นและขนานกัน ในทางปฏิบัติมักเรียกรวมกับ H-Beam แต่ในทางเทคนิคมีสัดส่วนหน้าตัดต่างกัน เหมาะกับงานคานช่วงกว้าง

4. เหล็กฉาก (Angle Steel / L-Section)
เหล็กฉากมีหน้าตัดรูปตัว L ทำมุม 90° คมแน่น ใช้เสริมมุมโครงสร้าง ทำโครงระแนง และงานที่ต้องการความแข็งแรงที่มุมฉาก มีทั้งแบบฉากเท่าและฉากไม่เท่า
– ขนาดที่นิยม: 25×25, 30×30, 40×40, 50×50, 65×65, 75×75, 90×90, 100×100 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: โครงหลังคา เสาเสริมมุม โครงตาข่าย เสาส่งสัญญาณ เสาไฟฟ้า คานตัวริม งานโครงถัก (Truss) เสริมมุมโครงสร้าง งานยึดชั้นวาง และงานอุตสาหกรรมทั่วไป

5. เหล็กรางน้ำ (Channel Steel / U-Section)
เหล็กรางน้ำมีหน้าตัดรูปตัว U แบบไม่มี Lip ปีกทั้งสองข้างขนานและตั้งฉากกับแผ่นกลาง ใช้งานได้หลากหลายทั้งโครงสร้างและตกแต่ง มาตรฐาน มอก. 1227-2558 เกรด SS400, SM400
– ขนาดที่นิยม: เหล็กตัวซี 3 นิ้ว, 4 นิ้ว, 5 นิ้ว, 6 นิ้ว หรือ C75×40, 100×50, 125×65, 150×75 มม.
– ใช้งาน: คานรองรับขั้นบันได คานขอบนอก โครงสะพาน งานตอม่อ ฐานเครื่องจักร คานรับรางระบบ

6. เหล็กแบน / เหล็กเส้นแบน (Flat Bar)
เหล็กเส้นแบนมีหน้าตัดสี่เหลี่ยมแบน นิยมใช้เป็นแผ่นเชื่อมต่อ บังตะไกร หรือโครงตกแต่ง
– ขนาดที่นิยม: หน้ากว้าง 25–200 มม. หนา 3–25 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: เหล็กเสริมตาม Base Plate และ Joint Plate งานเชื่อมประกอบโครงเหล็ก งานทำรั้ว ประตูดัด ราวบันได งานเสริมขอบโครงสร้าง ฐานยึดอุปกรณ์ในโรงงาน และงานอุตสาหกรรมทั่วไปที่ต้องการแผ่นเหล็กบางและยาว

เหล็กรูปพรรณรีดเย็น (Cold-Formed Steel)
เหล็กรูปพรรณรีดเย็นผลิตจากเหล็กแผ่นบาง ความหนาโดยทั่วไปอยู่ที่ 1–6 มม. นำมาขึ้นรูปที่อุณหภูมิห้องโดยใช้เครื่องรีดม้วน (Roll Forming Machine) หรือเครื่องพับ (Press Brake) บีบให้ได้หน้าตัดที่ต้องการโดยไม่ผ่านความร้อน จึงทำให้เหล็กมีผิวเรียบกว่า มีความเที่ยงตรงของขนาดสูง น้ำหนักเบา และผลิตได้หลากหลายรูปทรงด้วยต้นทุนต่ำ เหมาะกับงานโครงสร้างเบา เช่น แปหลังคา โครงผนัง และโครงเฟอร์นิเจอร์ มาตรฐานหลักที่บังคับใช้คือ มอก. 1228-2561 สำหรับเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น และ มอก. 107-2566 สำหรับท่อเหล็กดำ ท่อเหล็กกัลวาไนซ์ และเหล็กกล่องที่ใช้ในงานโครงสร้าง

ประเภทเหล็กรูปพรรณรีดเย็น
1. เหล็กกล่องสี่เหลี่ยม / แป๊บเหลี่ยม (Carbon Steel Square Tube)
เหล็กกล่องมีหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัส มุมฉาก90° ผิวเรียบ รับแรงกดและแรงบิดได้ดีทุกทิศทาง มีทั้งแบบดำ (Black Steel) และแบบชุบสังกะสี (Galvanized) ให้เลือกตามความเหมาะสมของงาน
– ขนาดที่นิยม: ½×½”, 1×1″, 1½×1½”, 2×2″, 3×3″, 4×4″ ความหนา 1.0–3.2 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: โครงแปหลังคา เสาโครงเบา งานตกแต่ง โครงเฟอร์นิเจอร์ รั้ว ประตูเหล็ก อุปกรณ์โรงงาน

2. เหล็กกล่องแบน / เหล็กกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า / แป๊บแบน (Carbon Steel Rectangular Tube)
หน้าตัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ข้างในกลวง เรียกในงานช่างว่า “กล่องไม้ขีด” หรือ “แป๊บแบน” มีผิวเรียบเนียน ไม่ขรุขระ น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับงานที่มีพื้นที่จำกัดหรือต้องการความคล่องตัวสูง มีทั้งแบบดำ (Black Steel) และแบบชุบสังกะสี (Galvanized) เช่นเดียวกัน
– ขนาดที่นิยม: 2×1″, 3×1½”, 4×2″, 5×3″ ความหนา 1.0–3.2 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร (มอก.)
– ใช้งาน: งานต่อเติมโครงหลังคา กั้นระแนงระเบียง ทำราวบันได เสา นั่งร้าน ประตู หน้าต่าง วงกบ โครงผนังเบา และงานเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง

3 . เหล็กท่อกลม / ท่อดำ (Carbon Steel Pipe / Round Pipe)
เหล็กท่อกลมมีหน้าตัดวงกลม รับแรงกดและแรงดึงได้สม่ำเสมอทุกทิศทาง ข้างในกลวง ผิวสีดำ-เทาจากกระบวนการผลิต ไม่ชุบสังกะสี ราคาถูกกว่าท่อกลมกัลวาไนซ์
– ขนาดที่นิยม: ¾”, 1″, 1½”, 2″, 2½”, 3″, 4″ ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: โครงสร้างสถาปัตยกรรม เช่น เสาขนาดใหญ่ ส่วนประกอบโครงถัก โครงสร้างหลังคาขนาดใหญ่ รวมถึงงานระบบท่อดับเพลิงและท่อระบบน้ำหล่อเย็น งานราวกันตก ราวบันได และงานตกแต่งที่ต้องการรูปทรงโค้ง

4 . เหล็กท่อกลมกัลวาไนซ์ / ท่อประปา / แป๊บน้ำ (Galvanized Round Pipe)
ท่อกลมชุบสังกะสีกันสนิม เรียกในงานวัสดุก่อสร้างว่า แป๊ปประปา ท่อเหล็กกล้าชุบสังกะสี ท่อสังกะสี หรือแป๊บน้ำ มีความแข็งแรง ทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามความหนาของผนัง คือ BS-S (คาดเหลือง), BS-M (คาดน้ำเงิน) และ BS-H (คาดแดง)
– ขนาดที่นิยม: ½”, ¾”, 1″, 1½”, 2″, 2½”, 3″, 4″ ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: ระบบประปาภายในอาคาร งานน้ำทิ้ง งานน้ำดี งานดับเพลิง โครงสร้างชั่วคราว นั่งร้าน งานที่ต้องกันสนิมในสภาพแวดล้อมชื้น

5. เหล็กตัวซี / แปตัวซี (Lip Channel / C-Channel)
หน้าตัดคล้ายตัว C มีปีกสองด้าน และมีขอบงอเล็กน้อยที่ปลายปีก (Lip) ทำให้แข็งแรงกว่าตัวซีธรรมดา น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก พื้นผิวเรียบ ทนต่อการกัดกร่อน เหมาะกับงานขึ้นโครงสร้างเบา
– ขนาดที่นิยม: 60×30 มม., 75×45 มม., 100×50 มม., 125×50 มม., 150×65 มม., 200×75 มม. ความหนา 1.6–3.0 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: แปหลังคา โครงหลังคาตามบ้านเรือนและอาคาร เสาค้ำยัน โครงสร้างรอง ทดแทนไม้เนื้อแข็งในงานแป เนื่องจากราคาไม้คุณภาพดีสูงขึ้นมาก นิยมใช้ในงานโกดังและโรงงานขนาดกลาง

6. เหล็กฉาก (Angle Bar)
หน้าตัดรูปตัว L เกิดจากการพับแผ่นเหล็กเป็นมุม 90° ต่างจากเหล็กฉากรีดร้อนตรงที่มีมุมโค้งมนเล็กน้อยทั้งด้านใน-นอก และผิวเรียบกว่า มีความยืดหยุ่นในการรับแรงดึงได้ดี เหมาะสำหรับงานโครงสร้างขนาดเล็กและงานตกแต่ง
– ขนาดที่นิยม: 30×30, 40×40, 50×50, 60×60 มม. ความหนา 1.5–3.0 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: งานแปหลังคา งานโครงเคร่า ประตูรั้ว งานเฟอร์นิเจอร์เหล็กแบบ Built-in หรือใช้เป็นตัวจบในการตกแต่งเพื่อความสวยงาม

เหล็กรูปพรรณรีดร้อน vs รีดเย็น ต่างกันอย่างไร?

หัวข้อเหล็กรีดร้อน (Hot Rolled)เหล็กรีดเย็น (Cold Formed)
กระบวนการผลิตรีดขึ้นรูปที่อุณหภูมิ ~1,200°C ขณะเหล็กยังอ่อนตัวพับ ม้วน หรือเชื่อมแผ่นเหล็กขึ้นรูปที่อุณหภูมิห้อง
หน้าตัดOpen section — ทุกพื้นผิวเข้าถึงได้ ไม่มีโพรงกลวงClose section — ภายในกลวง มีโพรงอากาศด้านใน
ความแข็งแรงสูงมาก รับน้ำหนักและแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมปานกลาง เหมาะโครงสร้างที่รับน้ำหนักไม่สูง
ความหนา / ขนาดหน้าตัดหนา ขนาดใหญ่ได้มาก (หน้าตัดกว้าง >200 มม.)บางกว่า หน้าตัดเล็ก-กลาง (ความหนา ~0.8–6 มม.)
น้ำหนักหนักกว่า เพราะเนื้อเหล็กแน่น ตันเบากว่า เคลื่อนย้ายและติดตั้งสะดวก
ผิวหน้ามี Mill Scale สีเทา-ดำ ผิวไม่เรียบเนียนมากผิวเรียบเนียน สม่ำเสมอกว่า พ่นสีติดง่ายกว่า
ความเสี่ยงสนิมทาสีได้รอบด้านทุกพื้นผิว บำรุงรักษาง่ายโพรงด้านในสะสมความชื้น เกิดสนิมภายในได้ง่ายกว่า
อายุการใช้งานยาวนานกว่า หากดูแลสีกันสนิมสม่ำเสมอสั้นกว่าในสภาพแวดล้อมชื้น หากไม่ป้องกันสนิมในโพรง
ความยืดหยุ่นและการขึ้นรูปขึ้นรูปหน้าตัดซับซ้อนได้ (H, I, U, L, T)ขึ้นรูปได้หลากหลาย แต่ขึ้นอยู่กับความหนาแผ่นต้นทาง
ราคาสูงกว่า เพราะใช้วัสดุมากกว่าและกระบวนการต้นทุนสูงถูกกว่าในขนาดที่ใกล้เคียงกัน ประหยัดค่าวัสดุ
มาตรฐานมอก. 1227-2558มอก.1228-2561 และ มอก.107-2566
เกรดที่นิยมSS400, SS490, SM400, SM490ใช้เหล็กแผ่น SS400 / SPHC เป็นวัตถุดิบ
ความยาวมาตรฐาน6, 9, 12 เมตร6 เมตร
ตัวอย่างสินค้าH-Beam, I-Beam, เหล็กฉาก, เหล็กรางน้ำ, เหล็กแบน, คัทบีมเหล็กกล่อง, เหล็กท่อกลม, เหล็กตัวซี, เหล็กฉากพับ, ท่อกัลวาไนซ์
เหมาะกับงานโครงสร้างหลัก รับน้ำหนักมาก อาคาร สะพาน โรงงานโครงสร้างรอง หลังคา ฝ้า เฟอร์นิเจอร์ DIY งานเบา
ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการน้ำหนักเบา หรืองานงบประมาณจำกัดโครงสร้างหลักรับน้ำหนักมาก หรืองานในที่ชื้นโดยไม่ป้องกัน

*งานต้องรับน้ำหนักมาก สร้างเป็นโครงสร้างหลัก หรืออยู่กลางแจ้งรับแรงลม/แผ่นดินไหว เลือกรีดร้อน | งานโครงสร้างเบา แปหลังคา โครงผนัง หรืองานที่ต้องผิวสวย — รีดเย็นคุ้มค่ากว่า

เลือกเหล็กรูปพรรณอย่างไรให้คุ้มค่าและปลอดภัย
วิธีที่ 1 ดูมาตรฐาน มอก. ก่อนซื้อเสมอ
เหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่ได้มาตรฐาน มอก.1227-2558 จะมีการพ่นสีหรือตีตราแสดงเกรดบนผิวเหล็ก สามารถขอใบรับรองจากเราได้ โดยเฉพาะงานโครงสร้างหลัก เพราะเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมีส่วนผสมที่ผิดพลาด ทำให้โครงสร้างอ่อนแอได้
วิธีที่ 2 เปรียบเทียบราคาต่อกิโลกรัม ไม่ใช่แค่ราคาต่อเส้น
เหล็กสองเส้นอาจมีราคาต่างกัน แต่ถ้าน้ำหนักต่างกันด้วย ราคาต่อกิโลกรัมอาจเท่ากันหรือสลับกัน ควรคำนวณราคาต่อกิโลกรัมเพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ
วิธีที่ 3 ปรึกษาวิศวกรโครงสร้างก่อนตัดสินใจ
การเลือกขนาดและเกรดเหล็กที่เหมาะสมต้องผ่านการคำนวณโหลด (Load Calculation) โดยวิศวกร โดยเฉพาะงานอาคารสาธารณะหรือโรงงาน การเลือกผิดประเภทอาจทำให้โครงสร้างล้มเหลวหรือต้องเสียค่าเสริมแรงในภายหลัง
วิธีที่ 4 เลือกผู้จำหน่ายที่มีสต็อกครบและบริการดี
ที่ MetalMate เรายินดีและให้คำแนะนำที่ถูกต้อง มีสต็อกสินค้าหลากหลายขนาด น้ำหนักตามมาตรฐาน และมีบริการจัดส่งถึงหน้างาน สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านคุณภาพและลดเวลาหน้างานได้

เหล็กรูปพรรณรีดร้อนและรีดเย็นต่างก็มีบทบาทสำคัญในวงการก่อสร้างไทย โดยไม่มีประเภทใดดีกว่าอีกประเภทโดยสมบูรณ์ ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน น้ำหนักที่ต้องรับ และงบประมาณของโครงการ และไม่ว่าจะเลือกประเภทใด สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือมาตรฐาน มอก. และคุณภาพที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เหล็กรูปพรรณรีดร้อนและรีดเย็นต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างหลักอยู่ที่กระบวนการผลิต เหล็กรีดร้อนผ่านความร้อนสูงถึง 1,100–1,300°C แล้วรีดขึ้นรูป ได้เหล็กหนา แข็งแรง รับน้ำหนักได้มาก ส่วนเหล็กรีดเย็นขึ้นรูปที่อุณหภูมิห้อง ได้เหล็กบาง ผิวเรียบ น้ำหนักเบา เหมาะกับโครงสร้างเบา

H-Beam กับ I-Beam ต่างกันอย่างไร?

H-Beam มีปีก (Flange) ขนานกันและกว้างใกล้เคียงกับความสูง เหมาะทั้งงานเสาและคาน ส่วน I-Beam มีปีกที่ลาดเอียงเข้าหาแกนกลาง (ประมาณ 14%) เหมาะกับงานที่รับแรงในแนวดิ่งโดยเฉพาะ เช่น รางเครนและคานพื้น

เหล็ก SS400 คืออะไร?

SS400 เป็นเกรดเหล็กตามมาตรฐาน JIS G3101 ของญี่ปุ่น ที่ประเทศไทยรับมาใช้ใน มอก.1227-2558 มีกำลังครากขั้นต่ำ 245 MPa และกำลังดึงขั้นต่ำ 400 MPa เป็นเกรดที่ใช้บ่อยที่สุดในงานก่อสร้างทั่วไป เพราะสมดุลระหว่างความแข็งแรงและราคา

เหล็กตัวซีกับเหล็กกล่องต่างกันอย่างไร?

เหล็กตัวซีมีหน้าตัดรูปตัวซี น้ำหนักเบากว่า ราคาถูกกว่า นิยมใช้เป็นแปหลังคา ส่วนเหล็กกล่องมีหน้าตัดสี่เหลี่ยมปิดทุกด้าน แข็งแกร่งกว่า รับแรงได้รอบทิศ เหมาะกับงานเสาเบาและโครงที่ต้องการความแข็งแรงมากกว่า

มอก.1227-2558 คืออะไร?

มอก.1227-2558 คือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทยสำหรับเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน กำหนดคุณสมบัติทางกล ส่วนประกอบทางเคมี และขนาดที่อนุญาต เหล็กที่ได้มาตรฐานนี้มีคุณสมบัติที่คาดการณ์ได้ ทำให้วิศวกรออกแบบและคำนวณโครงสร้างได้อย่างมั่นใจ

เหล็กรูปพรรณกัลวาไนซ์ (Galvanized) คืออะไร?

เหล็กกัลวาไนซ์คือเหล็กที่ผ่านกระบวนการชุบสังกะสีเพื่อป้องกันสนิม เหมาะกับงานกลางแจ้งหรือพื้นที่ชื้นที่เหล็กดำจะสนิมเร็ว เช่น งานหลังคา โกดังใกล้ทะเล และโครงสร้างที่ต้องการอายุการใช้งานยาวนาน

เหล็กรูปพรรณราคาขึ้นอยู่กับอะไร?

ราคาเหล็กรูปพรรณขึ้นอยู่กับ 5 ปัจจัย:
1. ราคาเหล็กในตลาดโลก
2. ขนาดและน้ำหนัก
3. เกรดและมาตรฐาน
4. ปริมาณที่สั่งซื้อ
5. ค่าขนส่ง

ควรเก็บรักษาเหล็กอย่างไร?

ควรเก็บในที่แห้ง มีหลังคากันฝน ไม่วางสัมผัสพื้นโดยตรง (รองด้วยไม้หรือแท่งพลาสติก) เพื่อลดการสัมผัสความชื้น หากเหล็กมีสนิมพื้นผิวควรขัดออกก่อนใช้งาน

บทความล่าสุด

วิธีเลือกซื้อเหล็กให้เหมาะสมกับการใช้งาน
การเลือกซื้อเหล็กไม่ถูกต้องอาจส่งผลเสียในระยะยาว การเลือกซื้อเหล็กให้ถูกประเภทการใช้งานจึงไม่เพียงช่วยเรื่องความปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัยและคนทำงานเท่านั้น
มาตรฐานเหล็ก "มอก." มีอะไรบ้าง? รวมความหมายและประเภท
รวมมาตรฐาน มอก. เหล็กครบทุกประเภท ท่อดำ เหล็กกล่อง เหล็กตัวซี เหล็กแผ่น พร้อมความต่าง มอก.บังคับ–ทั่วไป วิธีเช็คเหล็ก มอก. แท้ และมาตรฐาน MiT ฉบับอ่านง่าย ใช้เลือกซื้อได้จริง
เหล็กรูปพรรณรีดร้อนและรีดเย็น ต่างกันอย่างไร? มีอะไรบ้าง?
ถ้าพูดถึงวัสดุก่อสร้างที่แบกรับน้ำหนักอาคาร โรงงาน คลังสินค้า หรือแม้แต่สะพาน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เหล็กรูปพรรณ หรือรู้จักในนาม "เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ"
เหล็กคืออะไร? รวมประเภทเหล็ก เกรด มอก. และการใช้งาน
เหล็กในภาษาไทยส่วนใหญ่ถูกใช้รวมกัน ทั้งที่แท้จริงแล้วเหล็กแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน หากเลือกใช้งานผิดชนิดหรือผิดเกรดอาจเกิดการสูญเสียได้
เหล็กเกรด SS400 SM400 SM490 SM520 และ ASTM ต่างกันอย่างไร? ควรเลือกแบบไหน?
บทความนี้จะพามาทำความรู้จักเหล็กโครงสร้างมาตรฐาน TIS และ JIS และที่มาของ SS SM ASTM ไปจนถึงข้อแตกต่างที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกเกรดเหล็ก
5 วิธีรับมือราคาเหล็กขึ้นเพราะน้ำมันแพง
จากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นกว่า 68% ในเวลาเพียง 6 สัปดาห์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนสมาชิก

สร้างบัญชีสำหรับเช็คราคาและสั่งซื้อเหล็ก

[tbs_otp_form]

เข้าสู่ระบบ