
เหล็กรูปพรรณคืออะไร?
ถ้าพูดถึงวัสดุก่อสร้างที่แบกรับน้ำหนักอาคาร โรงงาน คลังสินค้า หรือแม้แต่สะพาน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เหล็กรูปพรรณ หรือ เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (Structural Steel Section) ซึ่งเป็นเหล็กที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปให้มีหน้าตัดเฉพาะ เช่น รูปตัว H, I, L, U หรือสี่เหลี่ยม เพื่อให้รับแรงได้ดีในทิศทางที่ต้องการ โดยเหล็กรูปพรรณแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามกระบวนการผลิต คือ เหล็กรูปพรรณรีดร้อน (Hot-Rolled Structural Steel) และ เหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็น (Cold-Formed Steel) โดยทั้งสองประเภทมีคุณสมบัติ ข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ให้ถูกประเภทจึงมีผลโดยตรงต่อความแข็งแรง ความปลอดภัย และความคุ้มค่าของโครงการ
เหล็กรูปพรรณรีดร้อน (Hot-Rolled Structural Steel)
เหล็กรูปพรรณรีดร้อนผลิตโดยนำแท่งเหล็กบิลเล็ต (Billet) หรือสแลบ (Slab) ไปอบที่อุณหภูมิประมาณ 1,100–1,300 องศาเซลเซียส จนเหล็กอยู่ในสภาวะที่ยืดหยุ่นพอจะขึ้นรูปได้ง่าย จากนั้นนำผ่านเครื่องรีดซึ่งบีบและดึงเหล็กให้ได้หน้าตัดตามต้องการ แล้วปล่อยให้เย็นตัวตามธรรมชาติ การผ่านความร้อนสูงทำให้ผิวเหล็กรีดร้อนจึงมีสีเทาดำและขรุขระกว่าเหล็กรีดเย็น แต่ข้อได้เปรียบคือมีความเหนียว แข็งแรง รับแรงบิดและแรงกดสูงได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับโครงสร้างที่รับน้ำหนักหนัก
มาตรฐานและเกรดเหล็กรูปพรรณรีดร้อน
ในประเทศไทย เหล็กรูปพรรณรีดร้อนต้องผ่านมาตรฐาน มอก.1227-2558 ซึ่งแบ่งชั้นคุณภาพ (Grade) ออกเป็น 7 ระดับ
| เกรด | กำลังคราก (MPa) | กำลังดึง (MPa) | การยืดตัว (%) | การใช้งานหลัก |
| SS400 | 245 | 400–510 | ≥21 | งานโครงสร้างทั่วไป |
| SS490 | 275 | 490–610 | ≥19 | โครงสร้างรับน้ำหนักปานกลาง |
| SS540 | 390 | 540+ | ≥17 | โครงสร้างรับน้ำหนักสูง |
| SM400 | 235–245 | 400–510 | ≥21-22 | งานเชื่อมและอาคาร |
| SM490 | 315–325 | 490–610 | ≥17-19 | โครงสร้างความแข็งแรงสูง |
| SM520 | 355–365 | 520–640 | ≥15-17 | โครงสร้างพิเศษและสะพาน |
| SM570 | 420–460 | 570–720 | ≥19 | โครงสร้างรับน้ำหนักสูงมาก |
*เกรดที่ใช้บ่อยที่สุดในตลาดไทยคือ SS400 เพราะมีความสมดุลระหว่างความแข็งแรงและราคา เหมาะกับงานก่อสร้างตั้งแต่บ้านพักอาศัยไปจนถึงอาคารสำนักงานขนาดกลาง
ประเภทเหล็กรูปพรรณรีดร้อน
1. เหล็กเอชบีม (H-Beam / H-Section)
เหล็กเอชบีมมีหน้าตัดคล้ายตัวอักษร H ปีกทั้งสองข้าง (Flange) มีความกว้างใกล้เคียงกับความสูงของแผ่นกลาง (Web) ทำให้กระจายแรงได้สม่ำเสมอทั้งแนวตั้งและแนวนอน เหมาะสำหรับทั้งงานเสาและคาน เป็นเหล็กโครงสร้างที่ได้รับความนิยมที่สุด มาตรฐาน มอก.1227-2558 เกรด SS400, SM400, SM490
– ขนาดที่นิยม: 100×100×6×8 มม. จนถึง 400×400×13×21 มม. ความยาว 6, 9 และ 12 เมตร
– ใช้งาน: เสาอาคาร คานรับน้ำหนัก โครงหลังคาอาคารโรงงาน-โกดัง งานโครงถักขนาดใหญ่ ฐานเครื่องจักร Base Plate รองรับเสา
2. เหล็กไอบีม / เหล็กตัวไอ / เสาบีม (I-Beam)
เหล็กไอบีมมีหน้าตัดคล้ายตัว I ปีกมีลักษณะลาดเอียงเข้าสู่แกนกลาง (Web) โดยมีความหนามากขึ้นใกล้แกนกลาง ปลายปีกโค้งมน รับแรงดัดในแนวแกนได้ดี รับแรงกระแทกรอบทิศทางได้แต่เหมาะสมน้อยกว่าเหล็กเอชบีม (H-Beam) มอก. 1227-2558
– ขนาดที่นิยม: เริ่มต้นที่ 150×75×5.5×9.5 มม. จนถึง 600×190×13×25 มม. ความยาวมาตรฐาน 6, 9, 12 เมตร
– ใช้งาน: รางเครนโรงงาน คานรับพื้น รางเลื่อนสินค้าในโกดัง เสาส่งไฟฟ้า งานโครงสร้างที่ต้องรับแรงบิดเป็นพิเศษ
3. เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange / WF)
เหล็ก WF พัฒนาจาก I-Beam โดยปีกกว้างขึ้นและขนานกัน ในทางปฏิบัติมักเรียกรวมกับ H-Beam แต่ในทางเทคนิคมีสัดส่วนหน้าตัดต่างกัน เหมาะกับงานคานช่วงกว้าง
4. เหล็กฉาก (Angle Steel / L-Section)
เหล็กฉากมีหน้าตัดรูปตัว L ทำมุม 90° คมแน่น ใช้เสริมมุมโครงสร้าง ทำโครงระแนง และงานที่ต้องการความแข็งแรงที่มุมฉาก มีทั้งแบบฉากเท่าและฉากไม่เท่า
– ขนาดที่นิยม: 25×25, 30×30, 40×40, 50×50, 65×65, 75×75, 90×90, 100×100 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: โครงหลังคา เสาเสริมมุม โครงตาข่าย เสาส่งสัญญาณ เสาไฟฟ้า คานตัวริม งานโครงถัก (Truss) เสริมมุมโครงสร้าง งานยึดชั้นวาง และงานอุตสาหกรรมทั่วไป
5. เหล็กรางน้ำ (Channel Steel / U-Section)
เหล็กรางน้ำมีหน้าตัดรูปตัว U แบบไม่มี Lip ปีกทั้งสองข้างขนานและตั้งฉากกับแผ่นกลาง ใช้งานได้หลากหลายทั้งโครงสร้างและตกแต่ง มาตรฐาน มอก. 1227-2558 เกรด SS400, SM400
– ขนาดที่นิยม: เหล็กตัวซี 3 นิ้ว, 4 นิ้ว, 5 นิ้ว, 6 นิ้ว หรือ C75×40, 100×50, 125×65, 150×75 มม.
– ใช้งาน: คานรองรับขั้นบันได คานขอบนอก โครงสะพาน งานตอม่อ ฐานเครื่องจักร คานรับรางระบบ
6. เหล็กแบน / เหล็กเส้นแบน (Flat Bar)
เหล็กเส้นแบนมีหน้าตัดสี่เหลี่ยมแบน นิยมใช้เป็นแผ่นเชื่อมต่อ บังตะไกร หรือโครงตกแต่ง
– ขนาดที่นิยม: หน้ากว้าง 25–200 มม. หนา 3–25 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: เหล็กเสริมตาม Base Plate และ Joint Plate งานเชื่อมประกอบโครงเหล็ก งานทำรั้ว ประตูดัด ราวบันได งานเสริมขอบโครงสร้าง ฐานยึดอุปกรณ์ในโรงงาน และงานอุตสาหกรรมทั่วไปที่ต้องการแผ่นเหล็กบางและยาว
เหล็กรูปพรรณรีดเย็น (Cold-Formed Steel)
เหล็กรูปพรรณรีดเย็นผลิตจากเหล็กแผ่นบาง ความหนาโดยทั่วไปอยู่ที่ 1–6 มม. นำมาขึ้นรูปที่อุณหภูมิห้องโดยใช้เครื่องรีดม้วน (Roll Forming Machine) หรือเครื่องพับ (Press Brake) บีบให้ได้หน้าตัดที่ต้องการโดยไม่ผ่านความร้อน จึงทำให้เหล็กมีผิวเรียบกว่า มีความเที่ยงตรงของขนาดสูง น้ำหนักเบา และผลิตได้หลากหลายรูปทรงด้วยต้นทุนต่ำ เหมาะกับงานโครงสร้างเบา เช่น แปหลังคา โครงผนัง และโครงเฟอร์นิเจอร์ มาตรฐานหลักที่บังคับใช้คือ มอก. 1228-2561 สำหรับเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น และ มอก. 107-2566 สำหรับท่อเหล็กดำ ท่อเหล็กกัลวาไนซ์ และเหล็กกล่องที่ใช้ในงานโครงสร้าง
ประเภทเหล็กรูปพรรณรีดเย็น
1. เหล็กกล่องสี่เหลี่ยม / แป๊บเหลี่ยม (Carbon Steel Square Tube)
เหล็กกล่องมีหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัส มุมฉาก90° ผิวเรียบ รับแรงกดและแรงบิดได้ดีทุกทิศทาง มีทั้งแบบดำ (Black Steel) และแบบชุบสังกะสี (Galvanized) ให้เลือกตามความเหมาะสมของงาน
– ขนาดที่นิยม: ½×½”, 1×1″, 1½×1½”, 2×2″, 3×3″, 4×4″ ความหนา 1.0–3.2 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: โครงแปหลังคา เสาโครงเบา งานตกแต่ง โครงเฟอร์นิเจอร์ รั้ว ประตูเหล็ก อุปกรณ์โรงงาน
2. เหล็กกล่องแบน / เหล็กกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า / แป๊บแบน (Carbon Steel Rectangular Tube)
หน้าตัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ข้างในกลวง เรียกในงานช่างว่า “กล่องไม้ขีด” หรือ “แป๊บแบน” มีผิวเรียบเนียน ไม่ขรุขระ น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับงานที่มีพื้นที่จำกัดหรือต้องการความคล่องตัวสูง มีทั้งแบบดำ (Black Steel) และแบบชุบสังกะสี (Galvanized) เช่นเดียวกัน
– ขนาดที่นิยม: 2×1″, 3×1½”, 4×2″, 5×3″ ความหนา 1.0–3.2 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร (มอก.)
– ใช้งาน: งานต่อเติมโครงหลังคา กั้นระแนงระเบียง ทำราวบันได เสา นั่งร้าน ประตู หน้าต่าง วงกบ โครงผนังเบา และงานเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง
3 . เหล็กท่อกลม / ท่อดำ (Carbon Steel Pipe / Round Pipe)
เหล็กท่อกลมมีหน้าตัดวงกลม รับแรงกดและแรงดึงได้สม่ำเสมอทุกทิศทาง ข้างในกลวง ผิวสีดำ-เทาจากกระบวนการผลิต ไม่ชุบสังกะสี ราคาถูกกว่าท่อกลมกัลวาไนซ์
– ขนาดที่นิยม: ¾”, 1″, 1½”, 2″, 2½”, 3″, 4″ ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: โครงสร้างสถาปัตยกรรม เช่น เสาขนาดใหญ่ ส่วนประกอบโครงถัก โครงสร้างหลังคาขนาดใหญ่ รวมถึงงานระบบท่อดับเพลิงและท่อระบบน้ำหล่อเย็น งานราวกันตก ราวบันได และงานตกแต่งที่ต้องการรูปทรงโค้ง
4 . เหล็กท่อกลมกัลวาไนซ์ / ท่อประปา / แป๊บน้ำ (Galvanized Round Pipe)
ท่อกลมชุบสังกะสีกันสนิม เรียกในงานวัสดุก่อสร้างว่า แป๊ปประปา ท่อเหล็กกล้าชุบสังกะสี ท่อสังกะสี หรือแป๊บน้ำ มีความแข็งแรง ทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามความหนาของผนัง คือ BS-S (คาดเหลือง), BS-M (คาดน้ำเงิน) และ BS-H (คาดแดง)
– ขนาดที่นิยม: ½”, ¾”, 1″, 1½”, 2″, 2½”, 3″, 4″ ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: ระบบประปาภายในอาคาร งานน้ำทิ้ง งานน้ำดี งานดับเพลิง โครงสร้างชั่วคราว นั่งร้าน งานที่ต้องกันสนิมในสภาพแวดล้อมชื้น
5. เหล็กตัวซี / แปตัวซี (Lip Channel / C-Channel)
หน้าตัดคล้ายตัว C มีปีกสองด้าน และมีขอบงอเล็กน้อยที่ปลายปีก (Lip) ทำให้แข็งแรงกว่าตัวซีธรรมดา น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก พื้นผิวเรียบ ทนต่อการกัดกร่อน เหมาะกับงานขึ้นโครงสร้างเบา
– ขนาดที่นิยม: 60×30 มม., 75×45 มม., 100×50 มม., 125×50 มม., 150×65 มม., 200×75 มม. ความหนา 1.6–3.0 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: แปหลังคา โครงหลังคาตามบ้านเรือนและอาคาร เสาค้ำยัน โครงสร้างรอง ทดแทนไม้เนื้อแข็งในงานแป เนื่องจากราคาไม้คุณภาพดีสูงขึ้นมาก นิยมใช้ในงานโกดังและโรงงานขนาดกลาง
6. เหล็กฉาก (Angle Bar)
หน้าตัดรูปตัว L เกิดจากการพับแผ่นเหล็กเป็นมุม 90° ต่างจากเหล็กฉากรีดร้อนตรงที่มีมุมโค้งมนเล็กน้อยทั้งด้านใน-นอก และผิวเรียบกว่า มีความยืดหยุ่นในการรับแรงดึงได้ดี เหมาะสำหรับงานโครงสร้างขนาดเล็กและงานตกแต่ง
– ขนาดที่นิยม: 30×30, 40×40, 50×50, 60×60 มม. ความหนา 1.5–3.0 มม. ความยาวมาตรฐาน 6 เมตร
– ใช้งาน: งานแปหลังคา งานโครงเคร่า ประตูรั้ว งานเฟอร์นิเจอร์เหล็กแบบ Built-in หรือใช้เป็นตัวจบในการตกแต่งเพื่อความสวยงาม
เหล็กรูปพรรณรีดร้อน vs รีดเย็น ต่างกันอย่างไร?
| หัวข้อ | เหล็กรีดร้อน (Hot Rolled) | เหล็กรีดเย็น (Cold Formed) |
| กระบวนการผลิต | รีดขึ้นรูปที่อุณหภูมิ ~1,200°C ขณะเหล็กยังอ่อนตัว | พับ ม้วน หรือเชื่อมแผ่นเหล็กขึ้นรูปที่อุณหภูมิห้อง |
| หน้าตัด | Open section — ทุกพื้นผิวเข้าถึงได้ ไม่มีโพรงกลวง | Close section — ภายในกลวง มีโพรงอากาศด้านใน |
| ความแข็งแรง | สูงมาก รับน้ำหนักและแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม | ปานกลาง เหมาะโครงสร้างที่รับน้ำหนักไม่สูง |
| ความหนา / ขนาดหน้าตัด | หนา ขนาดใหญ่ได้มาก (หน้าตัดกว้าง >200 มม.) | บางกว่า หน้าตัดเล็ก-กลาง (ความหนา ~0.8–6 มม.) |
| น้ำหนัก | หนักกว่า เพราะเนื้อเหล็กแน่น ตัน | เบากว่า เคลื่อนย้ายและติดตั้งสะดวก |
| ผิวหน้า | มี Mill Scale สีเทา-ดำ ผิวไม่เรียบเนียนมาก | ผิวเรียบเนียน สม่ำเสมอกว่า พ่นสีติดง่ายกว่า |
| ความเสี่ยงสนิม | ทาสีได้รอบด้านทุกพื้นผิว บำรุงรักษาง่าย | โพรงด้านในสะสมความชื้น เกิดสนิมภายในได้ง่ายกว่า |
| อายุการใช้งาน | ยาวนานกว่า หากดูแลสีกันสนิมสม่ำเสมอ | สั้นกว่าในสภาพแวดล้อมชื้น หากไม่ป้องกันสนิมในโพรง |
| ความยืดหยุ่นและการขึ้นรูป | ขึ้นรูปหน้าตัดซับซ้อนได้ (H, I, U, L, T) | ขึ้นรูปได้หลากหลาย แต่ขึ้นอยู่กับความหนาแผ่นต้นทาง |
| ราคา | สูงกว่า เพราะใช้วัสดุมากกว่าและกระบวนการต้นทุนสูง | ถูกกว่าในขนาดที่ใกล้เคียงกัน ประหยัดค่าวัสดุ |
| มาตรฐาน | มอก. 1227-2558 | มอก.1228-2561 และ มอก.107-2566 |
| เกรดที่นิยม | SS400, SS490, SM400, SM490 | ใช้เหล็กแผ่น SS400 / SPHC เป็นวัตถุดิบ |
| ความยาวมาตรฐาน | 6, 9, 12 เมตร | 6 เมตร |
| ตัวอย่างสินค้า | H-Beam, I-Beam, เหล็กฉาก, เหล็กรางน้ำ, เหล็กแบน, คัทบีม | เหล็กกล่อง, เหล็กท่อกลม, เหล็กตัวซี, เหล็กฉากพับ, ท่อกัลวาไนซ์ |
| เหมาะกับงาน | โครงสร้างหลัก รับน้ำหนักมาก อาคาร สะพาน โรงงาน | โครงสร้างรอง หลังคา ฝ้า เฟอร์นิเจอร์ DIY งานเบา |
| ไม่เหมาะกับ | งานที่ต้องการน้ำหนักเบา หรืองานงบประมาณจำกัด | โครงสร้างหลักรับน้ำหนักมาก หรืองานในที่ชื้นโดยไม่ป้องกัน |
*งานต้องรับน้ำหนักมาก สร้างเป็นโครงสร้างหลัก หรืออยู่กลางแจ้งรับแรงลม/แผ่นดินไหว — เลือกรีดร้อน | งานโครงสร้างเบา แปหลังคา โครงผนัง หรืองานที่ต้องผิวสวย — รีดเย็นคุ้มค่ากว่า
เลือกเหล็กรูปพรรณอย่างไรให้คุ้มค่าและปลอดภัย
วิธีที่ 1 — ดูมาตรฐาน มอก. ก่อนซื้อเสมอ
เหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่ได้มาตรฐาน มอก.1227-2558 จะมีการพ่นสีหรือตีตราแสดงเกรดบนผิวเหล็ก สามารถขอใบรับรองจากเราได้ โดยเฉพาะงานโครงสร้างหลัก เพราะเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมีส่วนผสมที่ผิดพลาด ทำให้โครงสร้างอ่อนแอได้
วิธีที่ 2 — เปรียบเทียบราคาต่อกิโลกรัม ไม่ใช่แค่ราคาต่อเส้น
เหล็กสองเส้นอาจมีราคาต่างกัน แต่ถ้าน้ำหนักต่างกันด้วย ราคาต่อกิโลกรัมอาจเท่ากันหรือสลับกัน ควรคำนวณราคาต่อกิโลกรัมเพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ
วิธีที่ 3 — ปรึกษาวิศวกรโครงสร้างก่อนตัดสินใจ
การเลือกขนาดและเกรดเหล็กที่เหมาะสมต้องผ่านการคำนวณโหลด (Load Calculation) โดยวิศวกร โดยเฉพาะงานอาคารสาธารณะหรือโรงงาน การเลือกผิดประเภทอาจทำให้โครงสร้างล้มเหลวหรือต้องเสียค่าเสริมแรงในภายหลัง
วิธีที่ 4 — เลือกผู้จำหน่ายที่มีสต็อกครบและบริการดี
ที่ MetalMate เรายินดีและให้คำแนะนำที่ถูกต้อง มีสต็อกสินค้าหลากหลายขนาด น้ำหนักตามมาตรฐาน และมีบริการจัดส่งถึงหน้างาน สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านคุณภาพและลดเวลาหน้างานได้
เหล็กรูปพรรณรีดร้อนและรีดเย็นต่างก็มีบทบาทสำคัญในวงการก่อสร้างไทย โดยไม่มีประเภทใดดีกว่าอีกประเภทโดยสมบูรณ์ ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน น้ำหนักที่ต้องรับ และงบประมาณของโครงการ และไม่ว่าจะเลือกประเภทใด สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือมาตรฐาน มอก. และคุณภาพที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ความแตกต่างหลักอยู่ที่กระบวนการผลิต เหล็กรีดร้อนผ่านความร้อนสูงถึง 1,100–1,300°C แล้วรีดขึ้นรูป ได้เหล็กหนา แข็งแรง รับน้ำหนักได้มาก ส่วนเหล็กรีดเย็นขึ้นรูปที่อุณหภูมิห้อง ได้เหล็กบาง ผิวเรียบ น้ำหนักเบา เหมาะกับโครงสร้างเบา
H-Beam มีปีก (Flange) ขนานกันและกว้างใกล้เคียงกับความสูง เหมาะทั้งงานเสาและคาน ส่วน I-Beam มีปีกที่ลาดเอียงเข้าหาแกนกลาง (ประมาณ 14%) เหมาะกับงานที่รับแรงในแนวดิ่งโดยเฉพาะ เช่น รางเครนและคานพื้น
SS400 เป็นเกรดเหล็กตามมาตรฐาน JIS G3101 ของญี่ปุ่น ที่ประเทศไทยรับมาใช้ใน มอก.1227-2558 มีกำลังครากขั้นต่ำ 245 MPa และกำลังดึงขั้นต่ำ 400 MPa เป็นเกรดที่ใช้บ่อยที่สุดในงานก่อสร้างทั่วไป เพราะสมดุลระหว่างความแข็งแรงและราคา
เหล็กตัวซีมีหน้าตัดรูปตัวซี น้ำหนักเบากว่า ราคาถูกกว่า นิยมใช้เป็นแปหลังคา ส่วนเหล็กกล่องมีหน้าตัดสี่เหลี่ยมปิดทุกด้าน แข็งแกร่งกว่า รับแรงได้รอบทิศ เหมาะกับงานเสาเบาและโครงที่ต้องการความแข็งแรงมากกว่า
มอก.1227-2558 คือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทยสำหรับเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน กำหนดคุณสมบัติทางกล ส่วนประกอบทางเคมี และขนาดที่อนุญาต เหล็กที่ได้มาตรฐานนี้มีคุณสมบัติที่คาดการณ์ได้ ทำให้วิศวกรออกแบบและคำนวณโครงสร้างได้อย่างมั่นใจ
เหล็กกัลวาไนซ์คือเหล็กที่ผ่านกระบวนการชุบสังกะสีเพื่อป้องกันสนิม เหมาะกับงานกลางแจ้งหรือพื้นที่ชื้นที่เหล็กดำจะสนิมเร็ว เช่น งานหลังคา โกดังใกล้ทะเล และโครงสร้างที่ต้องการอายุการใช้งานยาวนาน
ราคาเหล็กรูปพรรณขึ้นอยู่กับ 5 ปัจจัย:
1. ราคาเหล็กในตลาดโลก
2. ขนาดและน้ำหนัก
3. เกรดและมาตรฐาน
4. ปริมาณที่สั่งซื้อ
5. ค่าขนส่ง
ควรเก็บในที่แห้ง มีหลังคากันฝน ไม่วางสัมผัสพื้นโดยตรง (รองด้วยไม้หรือแท่งพลาสติก) เพื่อลดการสัมผัสความชื้น หากเหล็กมีสนิมพื้นผิวควรขัดออกก่อนใช้งาน
สร้างบัญชีสำหรับเช็คราคาและสั่งซื้อเหล็ก