การประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กของสหรัฐอเมริกาเป็น 50% ภายใต้นโยบายที่เรียกกันว่า “ทรัมป์ 2.0” ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อตลาดเหล็กโลก และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าผลกระทบโดยตรงจากการส่งออกเหล็กไทยไปสหรัฐฯ จะมีจำกัด เนื่องจากสัดส่วนมูลค่าที่ไม่สูงนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมกลับมีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นภัยที่ซ้ำเติมวิกฤตการณ์เดิมที่มีอยู่แล้ว
เหล็กต่างชาติทะลักเข้าไทย หลังถูกสหรัฐฯ ปิดทาง !
ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ที่เคยได้รับการยกเว้นภาษี จะต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงขึ้นทำให้ผู้ผลิตเหล็กคุณภาพสูงในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าเหล็กส่วนเกิน เข้ามาในตลาดอื่นที่มีการขนส่งสะดวกอย่างประเทศไทย การไหลเข้าของเหล็กคุณภาพเหล่านี้จะเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับเหล็กที่ผลิตในประเทศ ซ้ำเติมปัญหาที่ไทยกำลังเผชิญอยู่แล้วจาก เหล็กราคาถูกจากจีน ซึ่งยังคงครองความได้เปรียบด้านต้นทุนและสามารถกดราคาจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง
การไหลทะลักของเหล็กนำเข้าจากหลายแหล่งนี้จะยิ่งทำให้ อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานเหล็กไทยลดต่ำลงไปอีก ซึ่งเป็นสัญญาณวิกฤตที่สะท้อนจากสถิติก่อนหน้าที่ผลผลิตเหล็กไทยลดลงอย่างต่อเนื่องและอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยเคยลดลงจาก 57% ในปี 2016 มาอยู่ที่ประมาณ 40% ในปัจจุบัน การเพิ่มขึ้นของการนำเข้าจึงเสมือนการบีบให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับภาวะที่ยากลำบากยิ่งกว่าเดิม
ทางรอดระยะยาวของเหล็กไทย
เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว ผู้ประกอบการเหล็กไทยต้องเร่งปรับตัวอย่างเป็นระบบ
1.ค้นหาตลาดใหม่
ในระยะสั้นควรพิจารณาขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ
2.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการบริหารต้นทุนวัตถุดิบให้ยืดหยุ่น การจัดหาแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในกระบวนการผลิต
3.ยกระดับมูลค่าเพิ่ม
พัฒนาไปสู่การผลิตเหล็กเกรดพิเศษ (High Value-Added) เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น ยานยนต์ การบิน และการป้องกันประเทศ
4.มุ่งสู่ Green Steel
พัฒนาและได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต เหล็กสีเขียว (Green Steel) เพื่อตอบสนองความต้องการในห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงจากภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนที่มีแนวโน้มใช้มากขึ้นทั่วโลก
บทบาทภาครัฐควรสนับสนุนและปกป้องอย่างเร่งด่วน
อุตสาหกรรมเหล็กไทยที่กำลังเปราะบางต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง ภาครัฐควรเน้นมาตรการ 2 ส่วนหลักคือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การพิจารณาปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตเหล็ก การให้แรงจูงใจทางภาษีสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและการปกป้องอุตสาหกรรม ด้วยการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping), การควบคุมการจัดตั้งโรงงานเหล็กแห่งใหม่ของนักลงทุนต่างชาติอย่างเข้มงวด และการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่สูง สิ่งสำคัญคือในภาวะที่วิกฤติจากภายนอกถาโถมซ้ำเติมปัญหาภายใน ภาครัฐและเอกชนต้องผนึกกำลังกันเพื่อพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว
สร้างบัญชีสำหรับเช็คราคาและสั่งซื้อเหล็ก